Time in Bangkok

เด็ด “ยิ่งลักษณ์” สะเทือน “เพื่อไทย”

27 มกราคม 2558

เด็ด "ยิ่งลักษณ์" สะเทือน "เพื่อไทย"

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

 

ขีดเส้นใต้เอาไว้กับคำแถลงการณ์ผ่านเฟซบุ๊กของ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ว่า “ดิฉันจะต่อสู้จนถึงที่สุดเพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ และจะขอยืนหยัดอยู่เคียงข้างพี่น้องประชาชนคนไทย” ภายหลังสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) มีมติถอดถอนด้วยคะแนน 190 ต่อ 18 งดออกเสียง 8 เสียง และมีบัตรเสีย 3 ใบ ผนวกกับอัยการสูงสุดมีมติสั่งฟ้อง ยิ่งลักษณ์ ในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และ พ.ร.บ.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ มาตรา 123/1 จากโครงการรับจำนำข้าวที่ทำให้รัฐเสียหายถึง 5 แสนล้านบาท

หลังจากนี้ ยิ่งลักษณ์จะต้องเผชิญวิบากกรรมทั้งถูกปิดฉากเส้นทางการเมืองอย่างน้อยๆ 5 ปี และการไปสู้คดีต่อในศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ซึ่งภายใน 1 เดือนหลังจากนี้ อัยการสูงสุดจะส่งสำนวนฟ้องให้ศาล ซึ่งกระบวนการดังกล่าวไม่มีใครทราบได้ว่าฟ้าจะลิขิตโชคชะตาของยิ่งลักษณ์ อย่างไร จะกำหนดให้เธอเดินเข้าสู่เส้นทางเดียวกันกับพี่ชายหรือไม่

แต่ที่แน่ๆ ชะตากรรมขององคาพยพพรรคเพื่อไทย น่าเป็นห่วงเมื่อหัวขบวนถูกกุดหัว ขาดผู้นำทางการเมืองไปแล้ว แน่นอนว่าความสั่นคลอน ความไม่มั่นคงของพรรคจะต้องเกิดขึ้น ดังนั้นจากนี้ไปพรรคเพื่อไทยจะต้องเร่งหาตัวตายตัวแทนขึ้นมา ซึ่งถ้าไล่เรียงลำดับแล้วจะคัดสรรคนที่มาจากเครือญาติคงจะยาก เพราะช้ำไปหมดแล้วไม่ว่าจะเป็น เยาวภา วงศ์สวัสดิ์ (เจ๊แดง) ที่ถูกศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยในคดียุบพรรคการเมือง พ.ศ. 2549 สมชาย วงศ์สวัสดิ์ ถูกศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้ยุบพรรคพลังประชาชน เมื่อปี 2551 ชินณิชา วงศ์สวัสดิ์ อดีต สส.เชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย ที่มีความผิดยื่นบัญชีทรัพย์สินหนี้สินอันเป็นเท็จก่อนเข้าดำรงตำแหน่งทาง การเมืองในปี 2555 โดยทั้งหมดถูกเพิกถอนสิทธิทางการเมืองเป็นเวลา 5 ปี

หรือจะจับวางให้ทายาททางสายเลือด ทักษิณ ชินวัตร “โอ๊ค พานทองแท้-เอม พินทองทา-อุ๊งอิ๊ง แพทองธาร” ก็คงจะไม่ได้ เพราะติดข้อจำกัดทั้งการยอมรับทางสังคม ไม่มีชั่วโมงบินในทางการเมือง รวมถึงเกม การเมืองที่คนตระกูลชินวัตรเองก็มองว่าถูกไล่ล่า และถูกขจัดให้ออกไปจากสารบบ หรือจะใช้สูตรหานอมินีขึ้นมาแทนก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเช่นกัน เพราะการหาคนในพรรคที่มีบารมีมากพอ หรือคนที่ไว้ใจได้นั้นยาก

และก่อนหน้านี้ นพดล ปัทมะ เคยให้สัมภาษณ์กับทีมข่าวโพสต์ทูเดย์ถึงการปฏิรูปพรรคเพื่อไทยเพื่อรับมือ รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ไว้ว่า “หลังจากนี้คิดว่าบทบาทของท่าน พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร จะไม่ยุ่งเกี่ยวโดยตรงกับพรรคเพื่อไทย เพราะท่านทักษิณต้องการรักษาระยะห่าง อยากให้พรรคเพื่อไทยเติบโตแบบพรรคมหาชนที่ไม่ยึดติดกับตัวบุคคล แต่ยึดติดกับนโยบายเป็นหลัก ทั้งนี้คนที่จะเข้าไปยืนในรองเท้าของท่านไม่ง่าย ผู้นำในการเมืองรุ่นใหม่ไม่มีใครที่มีแสงในตัวเอง เราต้องพยายามสร้างผู้นำรุ่นใหม่ และเวลานี้ยังไม่รู้ว่าเป็นใคร”

เมื่อรูปการณ์เป็นแบบนี้แล้ว คงไม่ผิดที่จะตีความว่า แพพรรคเพื่อไทยที่เป็นพรรคขนาดใหญ่กำลังจะแตก เพราะไม่มีความแน่นอนหรือความมั่นคงในอนาคตทางการเมือง ส่งผลให้คนในพรรคอาจจะต้องเล็งหาขอนไม้ขอนใหม่เป็นที่ยึดเกาะ นอกจากนั้นยังสะเทือนต่อไปยัง “กลุ่มมวลชนคนเสื้อแดง” ซึ่งเป็นฐานเสียงสำคัญของพรรคเพื่อไทย อย่าลืมว่ามวลชนเหล่านี้ถูกขับเคลื่อนด้วยนักการเมืองในพื้นที่ หาก สส.อ่อนแอมวลชนก็จะอ่อนแอตามไปด้วย ไม่มีน้ำเลี้ยงหมดแรงฮึด สุดท้ายโครงสร้างพรรคเพื่อไทยก็สั่นคลอน ไม่มีเครื่องมือในการต่อสู้ทางการเมืองอย่างสิ้นเชิง

อย่าลืมว่าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ผู้เข้ามายึดอำนาจ หรือฝั่งตรงข้ามทางการเมืองเป็นผู้ที่มีเครื่องมือมากสุดเวลานี้ โดยเฉพาะเครื่องมือทางอำนาจและทางกฎหมาย ที่สามารถสกัดกั้นหรือทลายความเข้มแข็งของพรรคเพื่อไทยให้หมดลงได้

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ทักษิณจะสามารถทำได้ คือ การรอเวลาหยั่งสัญญาณความชัดเจนจากฝั่งตรงข้ามทางการเมืองว่าจะฝังกลบตระกูล ชินวัตร ให้พอมีลมหายใจเดินเกมการเมืองอยู่ใต้ดินได้ หรือจะถอนรากถอนโคนตระกูลชินวัตรไม่ให้ได้เกิดทางการเมือง

Permanent link to this article: http://npcusa.info/2015/01/26/%e0%b9%80%e0%b8%94%e0%b9%87%e0%b8%94-%e0%b8%a2%e0%b8%b4%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%93%e0%b9%8c-%e0%b8%aa%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%99/

เปิด 4 ปัจจัยรัฐ”จำกัดวง”ไฟใต้…เข้าใกล้สันติสุขหรือรอวันปะทุ?

เหลียวดูปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ยามนี้ ต้องยอมรับว่าตกจากหน้า 1 หนังสือพิมพ์รายวันและข่าวนำของวิทยุโทรทัศน์สถานีต่างๆ ไปนานพอสมควร และหากว่ากันตามจริงจะเรียกว่าแทบจะหลุดจากความสนใจของผู้คนในสังคมไทยไปเลยก็ว่าได้ (ยกเว้นข่าวความคืบหน้าเรื่องพูดคุยเจรจา) 

prakarn

          สาเหตุสำคัญก็เพราะไม่มีข่าวคราวความรุนแรงขนาดใหญ่เกิดขึ้นเลยตั้งแต่เดือน ธ.ค.ปีที่แล้ว นับถึงวันนี้ก็ร่วม 2 เดือนเต็ม!

          ขณะที่เดือน พ.ย.ก็มีสถิติการก่อเหตุระเบิดค่อนข้างน้อย แต่ยังมีเหตุยิงรายวันที่คร่าชีวิตผู้บริสุทธิ์จำนวนมาก ทั้งประชาชนทั่วไป ครู ไม่เว้นแม้แต่นักเรียน

          สถิติเหตุรุนแรงเดือน พ.ย.57 เฉพาะที่สรุปแล้วว่าเป็นเหตุความมั่นคง (เกี่ยวเนื่องกับกลุ่มก่อความไม่สงบ) มีระเบิด 8 เหตุการณ์ ลอบยิง 9 เหตุการณ์ วางเพลิง 1 เหตุการณ์ ก่อกวน 15 เหตุการณ์ และอื่นๆ 2 เหตุการณ์ รวมเป็น 35 เหตุการณ์เท่านั้น แต่มียอดผู้เสียชีวิต 34 ราย บาดเจ็บ 40 ราย

          ตัวเลขมีทิศทางลดลงจากเดือน ต.ค.57 ที่มีเหตุรุนแรงรวม 39 เหตุการณ์ แยกเป็นเหตุลอบยิง 17 เหตุการณ์ ระเบิด 8 เหตุการณ์ ก่อกวน 8 เหตุการณ์ และลอบวางเพลิง 6 เหตุการณ์ แต่มียอดสูญเสียน้อยกว่า คือ เสียชีวิต 9 ราย บาดเจ็บ 23 ราย

          ส่วนเดือน ธ.ค.ไม่ต้องพูดถึง เงียบเกือบทั้งเดือน สอดรับกับข้อมูลของกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า (กอ.รมน.ภาค 4 สน.) ที่ระบุว่าในห้วงเวลาตั้งแต่เดือน ต.ค.ถึง ธ.ค.57 เกิดเหตุรุนแรงทั้งสิ้น 185 เหตุการณ์ น้อยกว่าห้วงเวลาเดียวกันของปี 56 ถึง 241 เหตุการณ์ (ปี 56 มีเหตุรุนแรง 426 เหตุการณ์) คิดเป็นร้อยละ 56.57

          ในขณะที่ยอดผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บห้วงเดือน ต.ค.ถึง ธ.ค.57 มีจำนวน 180 ราย (แยกเป็นเสียชีวิต 83 ราย บาดเจ็บ 97 ราย) น้อยกว่าห้วงเวลาเดียวกันของปี 56 ถึง 176 ราย คิดเป็นร้อยละ 49.4  (ปี 56 ห้วงเดียวกันมียอดเจ็บ-ตาย 356 ราย แยกเป็นเสียชีวิต 138 ราย บาดเจ็บ 218 ราย)

          หลายคนพยายามชี้ว่าอาจเป็นเพราะภาวะน้ำท่วมใหญ่ในเดือน ธ.ค.57 ทว่าขณะนี้ข้ามปีใหม่เข้าสู่เดือน ม.ค.58 แล้ว น้ำก็ลดไปนานแล้ว สถานการณ์ก็ยังดูนิ่งๆ ทรงๆ มีเหตุระเบิดจะๆ เพียง 2 ครั้ง ที่เหลือเป็นลอบยิงเจ้าหน้าที่และฐานปฏิบัติการทหาร ตำรวจ

          คำถามที่หลายคนให้ความสนใจก็คือ ทำไมสถานการณ์ ณ ดินแดนปลายด้ามขวานจึงดูดีขึ้น คำตอบที่รวบรวมมาได้แยกเป็น 2 ส่วนใหญ่ๆ คือ 1.การปรับนโยบายดับไฟใต้ของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา และกองทัพภาคที่ 4 กับ 2.การริเริ่มกระบวนการพูดคุยกับผู้เห็นต่างจากรัฐรอบใหม่ เพื่อสร้างสันติสุขในจังหวัดชายแดนภาคใต้

          อย่างไรก็ดี ในวันนี้จะขอเจาะลึกเฉพาะการปรับนโยบายดับไฟใต้ก่อน ซึ่งรวมๆ แล้วมีอยู่ 4 ปัจจัยที่ทำให้สถานการณ์ในพื้นที่ดีขึ้น

          1.การปรับกำลังในพื้นที่โดยใช้กองกำลังประจำถิ่นมากขึ้น กล่าวคือ ลดกำลังพลจากกองทัพภาคที่ 1, 2 และ 3 ลงเหลือเพียง 5 กองพันในปัจจุบัน แล้วเน้นใช้กำลังจากกองทัพภาคที่ 4 และกำลังทหารพรานที่มีถึง 12 กรมทหารพราน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นคนในสามจังหวัดที่คุ้นเคยพื้นที่อยู่แล้ว เข้าไปคุมสถานการณ์แทน

          อย่างไรก็ตาม ไม่ได้หมายความว่ารัฐบาลหรือกองทัพลดกำลังพลในพื้นที่ลง เพราะเมื่อพิจารณาจากอัตรากำลังของ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ประจำปี 2558 ที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อ 30 ธ.ค.57 จะพบว่าอัตรากำลังไม่ได้ลดลง โดยมีกำลังพลรวม 70,738 นาย เพิ่มขึ้นจาก 6 หมื่นเศษเมื่อหลายปีก่อนด้วยซ้ำ ซึ่งอัตรากำลังในปัจจุบัน เฉพาะในส่วนกองกำลังก็อยู่ที่ 61,221 นายแล้ว แยกเป็น ทหาร 32,958 นาย ตำรวจ 18,583 นาย และอาสารักษาดินแดน (อส.) 9,680 นาย

          แต่สิ่งที่เปลี่ยนแปลงไปก็คือ "การปรับกำลังใหม่" ดึงภาคประชาชนเข้ามาร่วมดูแลพื้นที่ใน "ภารกิจเชิงรับ" ตามแนวทางของ "ทุ่งยางแดงโมเดล" จึงสามารถใช้กำลังทหารหลักและทหารพรานที่มีอยู่กดดันพื้นที่รอบนอกได้มากขึ้น ขณะเดียวกันก็ตั้งชุดปฏิบัติการกิจการพลเรือน หรือ "ชป.กร." ในระดับกองพันที่เกาะติดพื้นที่อยู่แล้ว เข้าไปทำความเข้าใจและปฏิบัติการทางจิตวิทยาในระดับหมู่บ้าน ซึ่งส่งผลทางอ้อมเป็นการจำกัดเสรีของฝ่ายผู้ก่อเหตุรุนแรงได้ด้วย ทั้งหมดทำให้โอกาสในการก่อเหตุรุนแรงลดลง

          2.โครงการพัฒนาโดนใจประชาชนในพื้นที่มากขึ้น จากการปรับวิธีการบริหาร ใช้หลักการบูรณาการแผนงานและงบประมาณของทุกหน่วยงานให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน โดยมีคณะกรรมการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ (กปต.) เป็นเจ้าภาพ และมีสำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) เป็นฝ่ายเลขาฯ เพื่อกำหนดโครงการพัฒนาจาก "ล่างขึ้นบน" หรือ bottom-up แทนแบบ "บนลงล่าง" หรือ top-down ที่ปราศจากการมีส่วนร่วมของชาวบ้าน ดังที่ทำอยู่เดิม

          3.การเข้าถึงพื้นที่ของ กอ.รมน.ภาค 4 นำโดย พล.ท.ปราการ ชลยุทธ แม่ทัพภาคที่ 4 และ ผอ.รมน.ภาค 4 มีการเปิดเวทีพูดคุยรับฟังความคิดเห็นแบบรายจังหวัดและรายอำเภออย่างต่อเนื่อง รวมทั้งสานต่อโครงการพาคนกลับบ้าน ชักชวนกลุ่มผู้เห็นต่างจากรัฐ หรือกลุ่มติดอาวุธ ทั้งที่มีคดีความและไม่มีคดีความให้วางอาวุธและเข้ารายงานตัวเพื่อต่อสู้คดีตามกระบวนการยุติธรรม

          ยอดผู้เข้ารายงานตัว ณ สิ้นปีงบประมาณ 57 มีจำนวนถึง 1,129 คน ในจำนวนนี้ทางการได้ปลด "หมาย ฉฉ." หรือหมายจับที่ออกโดยอาศัยอำนาจตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 (พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ) ไปแล้ว 681 คน ทั้งนี้ไม่รวมหมายจับในคดีอาญา จนสามารถลดความหวาดระแวงและความไม่ไว้วางใจระหว่างรัฐกับประชาชนลงได้ระดับหนึ่ง

          อย่างไรก็ดี ขั้นตอนต่อไปยังมีแนวคิดในเรื่องของการ "นิรโทษกรรม" ซึ่งไม่ใช่แนวทางตามมาตรา 21 แห่งพระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ.2551 (พ.ร.บ.ความมั่นคงฯ) ซึ่งทดลองใช้มาระยะหนึ่งแล้วแต่ไม่ประสบผลเป็นที่น่าพอใจ ยังไม่สามารถสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้เห็นต่างจากรัฐให้ยอมวางอาวุธเข้ารายงานตัวกับทางราชการได้อย่างมีนัยสำคัญ

          4.มาตรการด้านการข่าวที่ดีขึ้น ชี้เป้าหมายได้ชัดเจน แม่นยำ ประกอบกับ "ชุดเครื่องมือพิเศษ" ที่ใช้เทคนิคพิเศษในการติดตามตัวกลุ่มเป้าหมาย ประสบผลสำเร็จเกินคาด ทำให้ปฏิบัติการปิดล้อม ตรวจค้น จับกุมมีประสิทธิภาพ ได้ตัวผู้ต้องสงสัย ผู้ต้องหา และตัวการสำคัญจำนวนมาก หรือบางกรณีที่มีการยิงปะทะ ฝ่ายรัฐก็สูญเสียน้อย

          จากสถิติของ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ห้วงเดือน ต.ค.ถึง ธ.ค.57 มีปฏิบัติการปิดล้อม ตรวจค้น จับกุมถึง 21 ครั้ง มีผู้ก่อเหตุรุนแรงเสียชีวิต 4 ราย ควบคุมตัวและออกหมายจับได้ 77 ราย ตรวจยึดอาวุธปืนได้จำนวนมาก ทั้งยังสามารถตรวจยึดค่ายพักของกลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรงได้ 3 แห่ง ตรวจยึดอุปกรณ์ที่สามารถนำไปประกอบระเบิดได้ 20 ลูก

          ทั้ง 4 ปัจจัยที่กล่าวมาทำให้ฝ่ายความมั่นคงสามารถควบคุมสถานการณ์ความรุนแรงให้อยู่ในวงจำกัด และลดสถิติการก่อเหตุความไม่สงบได้อย่างมีประสิทธิภาพ สอดรับกับนโยบายของแม่ทัพภาคที่ 4 ที่ต้องการลดระดับสิ่งที่เป็นเงื่อนไขของความขัดแย้งลง 4 ด้าน ได้แก่ จัดการกองกำลังนอกแถว, ลดการใช้กฎหมายพิเศษ, จัดการผู้มีอิทธิพล ภัยแทรกซ้อน อาวุธสงคราม และลดการใช้กำลังทหารในการดูแลพื้นที่

          สิ่งที่ยังเป็นข้อสังเกตก็คือ นี่เป็นการใช้ปฏิบัติการทางทหารกดดันและจำกัดเสรีของฝ่ายตรงข้ามที่ได้ผล ประกอบกับจังหวะเวลาของสถานการณ์ที่ผ่าน 10 ปีมาแล้ว ยังมองไม่เห็นวี่แววของการแบ่งแยกดินแดนได้สำเร็จ ทำให้แนวร่วมรุ่นแรกๆ เริ่มเหนื่อยล้าและถอดใจ…

          ทว่าบรรยากาศของความเกลียดชัง การปล่อยข่าวบ่อนทำลายความน่าเชื่อถือของรัฐ และความเข้าอกเข้าใจต่อกลุ่มขบวนการของชาวบ้านในพื้นที่ทั้งที่เป็นมวลชนของขบวนการและไม่ได้เป็นมวลชนยังมีอยู่เหมือนเดิม

          เช่นเดียวกับการบ่มเพาะและเผยแพร่แนวคิดต่อต้านรัฐ รวมทั้งการฝึกรบแบบจรยุทธ์ที่ยังคงมีอยู่อย่างต่อเนื่อง โดยที่ภาครัฐยังไม่รุกแนวรบด้านนี้อย่างจริงจัง พูดได้ว่า "สงครามเอาชนะทางความคิด" อย่างแท้จริงยังไม่เกิด

          ความสำเร็จของการลดสถิติเหตุรุนแรงในวันนี้ จึงยังไม่อาจพูดได้ว่าดินแดนสามจังหวัดชายแดนภาคใต้กำลังขยับเข้าใกล้สันติสุข เพราะเชื้อไฟแห่งความรุนแรงยังไม่ได้มอดดับ แต่ยังพร้อมปะทุขึ้นอีกทุกเวลา! 

————————————————————————————————————————————

Permanent link to this article: http://npcusa.info/2015/01/26/%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b8%b4%e0%b8%94-4-%e0%b8%9b%e0%b8%b1%e0%b8%88%e0%b8%88%e0%b8%b1%e0%b8%a2%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%90%e0%b8%88%e0%b8%b3%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b8%a7%e0%b8%87%e0%b9%84/

อนาคต‘ยิ่งลักษณ์’

27  มกราคม 2558

หลังการลงมติถอดถอน น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จากคดีโครงการรับจำนำข้าวของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) จนต้องถูกเว้นวรรคทางการเมือง 5 ปี เป็นเรื่องที่หลายฝ่ายยังคงจับตามองอย่างใกล้ชิดว่าหลังจากนี้สถานการณ์จะเดินไปอย่างไร

น.ส.ยิ่งลักษณ์ออกมาประกาศจะต่อสู้จนถึงที่สุดไม่ว่าผลจะเป็นอย่างไร ก็ต้องดูว่าถึงที่สุดที่ว่านั้นจะสุดที่ไหน

ต้องไม่ลืมว่าศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองเป็นศาลเดี่ยว ตัดสินแล้วจบทันทีไม่มีอุทธรณ์ ไม่มีฎีกา

แม้ฝ่ายทนายความของอดีตนายกฯจะปลอบใจตัวเองว่าการพิจารณาคดีในชั้นศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองจะใช้ข้อเท็จจริงเป็นหลักในการพิจารณา ซึ่งคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ยอมรับเองว่า ป.ป.ช. ไม่มีพยานหลักฐานปรากฏชัดเจนว่าอดีตนายกฯมีส่วนร่วมในการทุจริต หรือสมยอมให้เกิดการทุจริต ซึ่งอาจทำให้อดีตนายกฯรอดพ้นจากข้อกล่าวหาร้ายแรงนี้ได้

แต่ต้องไม่ลืมว่ายังมีอีกข้อกล่าวหาคือ ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่จนทำให้เกิดความเสียหาย

ยิ่งหากมองถึงแผนการไล่ล่าทางการเมืองแล้ว เมื่อฝูงไฮยีน่าต้อนลูกแกะจนเตลิดหลงฝูงออกมายืนอยู่ตัวเดียวได้แล้ว คงไม่ปล่อยโอกาสทองให้หลุดลอยไปเป็นแน่

อนาคต น.ส.ยิ่งลักษณ์จึงมีความเสี่ยงค่อนข้างสูง อากาศจะรอดพ้นเป็นเรื่องยาก

ต้องไม่ลืมว่าคดีความของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ไม่ได้มีแต่เรื่องจำนำข้าว แต่ยังมีอีกหลายเรื่องหลายคดีทั้งที่อยู่ใน ป.ป.ช. ในคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่ฝ่ายตรงข้ามสามารถใช้เป็นดาบสองดาบสามฟันซ้ำให้ตายสนิททางการเมืองได้ทุกเมื่อ

รูปการกำลังดำเนินไปเหมือนที่เกิดกับพี่ชายคือ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่ขณะนี้มีชนักติดหลังที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองแห่งนี้เคยถูกใช้เป็นหลักประหารพิพากษาจำคุก 2 ปี จากคดีซื้อที่ดินรัชดาฯ

นอกจากนี้ยังมีอีกหลายคดีรออยู่ในชั้นศาลเป็นดาบสองอาบสามรอฟันซ้ำทุกเมื่อหากกลับมาประเทศไทย

เมื่อคดี น.ส.ยิ่งลักษณ์ขึ้นถึงศาลหลับตาแทงก็น่าจะเดาผลได้ว่าจะออกมาอย่างไร เพราะมีมติของ สนช. รองรับความชอบธรรมในคำตัดสินเอาไว้ก่อนแล้ว ที่สำคัญต้องไม่ลืมว่าโทษสูงสุดของข้อกล่าวหาคือ จำคุก 10 ปี

ทางเลือกของ น.ส.ยิ่งลักษณ์จึงถูกจำกัดอยู่แค่ 2 ทางคือ ต่อสู้คดี กับหนีไปอยู่ต่างประเทศ

ประเมินกันดูเถิดว่าอดีตนายกฯหญิงคนนี้จะเลือกทางไหนเป็นอนาคตของตัวเอง

Permanent link to this article: http://npcusa.info/2015/01/26/%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%b2%e0%b8%84%e0%b8%95%e0%b8%a2%e0%b8%b4%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%93%e0%b9%8c/

Older posts «

Fetch more items