ผ่านแล้ว! สนช.คลอดกม.แก้ปัญหาตั้งครรภ์ในวัยรุ่น บอกเป็นของขวัญวาเลนไทน์

30

สนช.คลอด กม.ป้องกันและแก้ปัญหาตั้งครรภ์ในวัยรุ่นรับวาเลนไทน์ หลังพบสถิติวัยรุ่นตั้งท้องไม่พร้อมอัตราสูงกว่าแสนรายอยู่ในสถานศึกษา

เมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ ที่รัฐสภา ในการประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) มีนายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธาน สนช.ทำหน้าที่ประธาน เพื่อพิจารณาร่างพ.ร.บ.การป้องกันและการแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่น พ.ศ…. ที่คณะกรรมาธิการพิจารณาเสร็จแล้ว ซึ่ง พ.ร.บ.ฉบับนี้มีสาระสำคัญคือ การกำหนดให้มีคณะกรรมการการป้องกันและแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่น โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานกรรมการ มีอำนาจหน้าที่เสนอนโยบายและยุทธศาสตร์การป้องกันและแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่นต่อคณะรัฐมนตรี เสนอแนวทางแก้ไขปรับปรุงกฎหมายเกี่ยวกับการป้องกันและแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่นต่อคณะรัฐมนตรี กำหนดมาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่น ขณะที่สถานศึกษาต้องจัดให้มีการเรียนการสอนเรื่องเพศวิถีศึกษาและให้คำปรึกษาในเรื่องดังกล่าว ที่เหมาะสมกับวุฒิภาวะ วัยของนักเรียนและนักศึกษา พร้อมให้คำปรึกษาเพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหา จัดให้มีระบบการดูแล ช่วยเหลือและคุ้มครองนักเรียนหรือนักศึกษาที่ตั้งครรภ์ให้ได้รับการศึกษาด้วยรูปแบบที่เหมาะสมและต่อเนื่อง รวมทั้งมีระบบส่งต่อให้ได้รับการบริการอนามัยเจริญพันธุ์และสวัสดิการอย่างเหมาะสม พร้อมทั้งมีบทกำหนดโทษผู้ที่ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของคณะกรรมการหรือคณะอนุกรรมการ โดยไม่มีเหตุผลอันควร ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 เดือน หรือปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้คณะกรรมาธิการมีการแก้ไขถ้อยคำและเพิ่มเติมข้อความในมาตราต่างๆ เพื่อให้ความเหมาะสมและสมบูรณ์ ซึ่งสมาชิกเห็นด้วยกับแก้ไขเพิ่มเติมของคณะกรรมาธิการ และลงมติเห็นชอบในวาระ 3 ด้วยคะแนน 179 เสียง งดออกเสียง 6 เสียง ประกาศใช้เป็นกฎหมายต่อไป

ขณะที่ นพ.เจตน์ ศิรธรานนท์ ประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.การป้องกันและแก้ไขปัญหาตั้งครรภ์ในวัยรุ่น แถลงว่า ภายหลังที่ประชุม สนช.ได้พิจารณาให้ความเห็นชอบกฎหมายฉบับดังกล่าวแล้ว จะได้นำขึ้นทูลเกล้าฯและประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วจะมีผลใช้บังคับภายใน 120 วัน ซึ่งถือว่าเป็นของขวัญต้อนรับวันวาเลนไทน์ โดยร่างกฎหมายนี้เป็นประโยชน์สำหรับวัยรุ่นที่ตั้งครรภ์โดยไม่พร้อม มีเนื้อหาสำคัญเป็นการรวมนโยบายและแนวทางในการปฏิบัติของกระทรวงต่างๆ เพื่อให้เกิดการทำงานในทิศทางเดียวกัน จากเดิมที่แต่ละกระทรวงต่างคนต่างทำงานโดยไม่มีเป้าหมายร่วมกัน ถือว่าเป็นประโยชน์เพราะจะมีการสอนเพศวิถีศึกษาให้แก่วัยรุ่น โดยกระทรวงศึกษาธิการจะเป็นผู้ออกแบบหลักสูตรการเรียนการสอนให้เหมาะสมในแต่ละช่วงอายุ โดยมีการบัญญัติคำว่า วัยรุ่น คืออายุ 10-20 ปีบริบูรณ์ พร้อมทั้งให้อำนาจกระทรวงออกกฎหมายระเบียบในการปฏิบัติ และให้มีคณะกรรมการระดับชาติ โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน พร้อมด้วยคณะกรรมการจำนวน 17 คน เป็นตัวแทนจากข้าราชการผู้ทรงคุณวุฒิ และตัวแทนของสภาเด็กและเยาวชนด้วย

ด้าน นพ.วิวัฒน์ โรจนพิทยากร กรรมาธิการกล่าวว่า ขณะนี้มีตัวเลขวัยรุ่นที่ตั้งครรภ์โดยไม่พร้อมจำนวนกว่า 1 แสนราย ถือเป็นอัตราที่สูงมาก และส่วนใหญ่อยู่ในสถานศึกษา ทั้งนี้ กฎหมายฉบับดังกล่าวถือว่าเป็นประโยชน์ เพราะจะทำให้วัยรุ่นที่ตั้งครรภ์ไม่พร้อมได้รับบริการด้านอนามัยการเจริญพันธุ์ รวมทั้งการป้องกันไม่ให้มีการตั้งครรภ์ซ้ำอีก และเด็กจะไม่เสียอนาคต สามารถศึกษาต่อจนจบได้

Permanent link to this article: http://npcusa.info/2016/02/04/%e0%b8%9c%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b9%89%e0%b8%a7-%e0%b8%aa%e0%b8%99%e0%b8%8a-%e0%b8%84%e0%b8%a5%e0%b8%ad%e0%b8%94%e0%b8%81%e0%b8%a1-%e0%b9%81%e0%b8%81%e0%b9%89%e0%b8%9b/

“วิษณุ” ชี้ใช้ ม.44 ออกกฎหมายคุม “ประชามติ”ได้ ย้ำไม่เขียนห้ามคนเห็นต่างรณรงค์

วันพฤหัสบดีที่ 4 กุมภาพันธ์ 2559

แฟ้มภาพ

เมื่อเวลา 16.30 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงการประชุมร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อเตรียมความพร้อมในการทำประชามติในสัปดาห์หน้าว่า กกต.มีหน้าที่ออกกฏระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการออกเสียงประชามติ แต่ไม่มีอำนาจในการกำหนดโทษ เพราะเรื่องดังกล่าวต้องออกเป็นกฏหมายโดยสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เพื่อกำหนดโทษ เช่น การฉีกบัตร ขัดขวางการออกเสียงประชามติ ซึ่งต่างจากการเลือกตั้งส.ส. ที่มีพ.ร.บ.การเลือกตั้งรองรับ ซึ่งการกำหนดโทษนั้น หากจะใช้มาตรา 44 ในรัฐธรรมนูญชั่วคราว ก็สามารถใช้ได้ แต่ไม่ใช่เป็นการใช้เพื่อไปหักล้างรัฐธรรมนูญมาตราใดมาตราหนึ่ง หากใช้แทนสิ่งที่จะออกแทน พ.ร.บ.เหมือนที่คสช.เคยทำมาแล้ว ดังนั้น หากจะกำหนดกติกาเกี่ยวกับการทำประชามติก็สามารถใช้มาตรา 44 นี้ได้ แต่หากว่าไม่สมควรก็สามารถออก พ.ร.ก.หรือ พ.ร.บ.ได้เช่นกัน ทั้งสามส่วนมีศักดิ์ศรีและสถานะเท่ากัน

นายวิษณุ กล่าวว่า ส่วน พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการออกเสียงประชามติ พ.ศ.2552 นั้น ไม่ได้รองรับการทำประชามติเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญ แต่เกี่ยวข้องเช่น ถามความเห็นประชาชน เกี่ยวกับการสร้างเขื่อน เป็นต้น ซึ่งไม่ได้เตรียมการสำหรับกรณีการขัดขวางการทำประชามติ จึงไม่สามารถใช้แทนกันได้ เนื่องจากยังไม่มีความสมบูรณ์ อย่างไรก็ตาม หัวข้อต่างๆ เกี่ยวกับการประชามติ จะมีการหารือในรายละเอียดในสัปดาห์หน้า ซึ่งจะมีการพูดคุยกันอย่างครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็นวันออกเสียงประชามติ การแจกจ่ายร่างรัฐธรรมนูญให้ครบ 80% ว่ามีวิธีการอย่างไรบ้าง เรื่องงบประมาณในการจัดทำประชามติ รวมไปถึงเกณฑ์ในการออกเสียงประชามติ ว่าจะใช้เสียงข้างมากของจำนวนผู้มีสิทธิ์ออกเสียงหรือเสียงข้างมากของจำนวนผู้มาใช้สิทธิ์ออกเสียงนอกจากนี้ จะได้หารือถึงการดำเนินการหากเกิดกรณีการขัดขวางการทำประชามติ หรือไม่ทำให้ประชามติเป็นไปอย่างเรียบร้อย ตลอดจนเรื่องการทุจริตด้วย

“คงไม่ถึงขนาดเขียนว่าห้ามรณรงค์หรือไม่ให้รณรงค์สำหรับผู้ที่ไม่เห็นด้วย คงเขียนว่าทุกอย่างเป็นไปตามที่กกต.กำหนด แต่อาจจะมีสักมาตราเขียนว่าผู้ใดฝ่าฝืน หรือไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของกกต.ก็จะถูกลงโทษ ส่วนกรณีที่วิปสนช.ตีกลับร่างระเบียบการออกเสียงประชามติของกกต.นั้น คงมีเหตุผลในการตีกลับ เพราะในรัฐธรรมนูญ ชั่วคราวบัญญัติว่าในกกต.ออกประกาศกำหนดวิธีการโดยผ่านความเห็นชอบของสนช. กกต.จึงได้ส่งไป แต่วิปสนช.กลับบอกว่าที่เขียนมาทั้งหมดนั้น ถ้าเกิดมีการฝ่าฝืนจะรับโทษอย่างไร ขณะที่กกต.บอกว่าไม่มีอำนาจในการกำหนดโทษ วิปสนช.จึงบอกว่าให้ไปเสนอแนะรัฐบาลในการกำหนดโทษ ทั้งนี้การตีกลับของวิปสนช.จะไม่ทำให้การทำประชามติล่าช้าลง เพราะยังเหลือเวลาอีกมาก” นายวิษณุ กล่าว

Permanent link to this article: http://npcusa.info/2016/02/04/%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%a9%e0%b8%93%e0%b8%b8-%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b9%89%e0%b9%83%e0%b8%8a%e0%b9%89-%e0%b8%a1-44-%e0%b8%ad%e0%b8%ad%e0%b8%81%e0%b8%81%e0%b8%8e%e0%b8%ab%e0%b8%a1/

กสม.เผย ร่างรธน.ไม่ผ่าน ทำไทยถูกลดระดับด้านสิทธิฯของโลก ขอยืดเวลาก็ไร้ผล

วันพฤหัสบดีที่ 4 กุมภาพันธ์ 2559

33

กสม.แจงสาเหตุถูกลดเกรด”เอ”เป็น”บี”เพราะร่างรธน.ไม่ผ่านเผยขอเวลาICCแล้วแต่ไร้ผล

เมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ได้ชี้แจงข้อเท็จจริงว่า ตามที่ได้มีรายงานเผยแพร่ตามสื่อต่างๆ เกี่ยวกับการลดสถานะของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ จากสถานะ “เอ” เป็น “บี” โดยสำนักงานข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ นั้น เนื่องจากอาจมีข้อมูลที่คลาดเคลื่อนจากการเสนอข่าวดังกล่าว คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ จึงขอชี้แจงข้อเท็จจริงเพื่อความเข้าใจที่ถูกต้อง ดังนี้

1.การจัดสถานะของสถาบันสิทธิมนุษยชนแห่งชาติในประเทศต่างๆ เป็นการดำเนินการโดยคณะกรรมการประสานงานระหว่างประเทศว่าด้วยสถาบันสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ หรือ ICC ซึ่งเป็นเครือข่ายความร่วมมือระหว่างสถาบันสิทธิมนุษยชนแห่งชาติทั่วโลกที่ได้รับการจัดตั้งขึ้นเมื่อปี 2536 และมีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับสถาบันสิทธิมนุษยชนแห่งชาติตามแนวทางที่ได้รับการรับรองโดยสหประชาชาติดังปรากฏในหลักการปารีสว่าด้วยสถานะของสถาบันแห่งชาติเพื่อการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชน เพื่อให้สถาบันสิทธิมนุษยชนแห่งชาติในประเทศต่างๆ สามารถทำหน้าที่ในการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนภายในประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ

2.กสม.ได้สมัครเข้าเป็นสมาชิก ICC เมื่อปี 2547 พร้อมกับได้รับสถานะ “เอ” เนื่องจากได้รับการพิจารณาว่ามีคุณสมบัติและการดำเนินงานที่สอดคล้องกับหลักการปารีส หลังจากนั้น กสม. ได้รับการทบทวนสถานะอีก 2 ครั้ง ซึ่งเป็นไปตามธรรมนูญของ ICCที่กำหนดให้สถาบัน สิทธิมนุษยชนแห่งชาติที่เป็นสมาชิกต้องเข้ารับการทบทวนการจัดสถานะทุกๆ 5 ปี ในการทบทวนการจัดสถานะครั้งที่ 1 เมื่อเดือนพ.ย. 2551 กสม. ได้รับสถานะ “เอ” และ กสม. ได้เข้าสู่กระบวนการทบทวนการจัดสถานะครั้งที่ 2 เมื่อเดือนพ.ย. 2556ในช่วงของ กสม. ชุดที่ 2โดยในการพิจารณาจัดสถานะของ กสม. ครั้งที่ 2 นี้ ICC โดยคณะอนุกรรมการประเมินสถานะ หรือ SCA ได้ใช้เวลาในการพิจารณาคำชี้แจงและเอกสารประกอบต่างๆ ที่ กสม. จัดส่งไปให้เป็นเวลาประมาณ 1 ปี และเมื่อต.ค. 2557 คณะอนุกรรมการ SCA ได้มีข้อเสนอแนะต่อ ICC ให้ลดระดับ กสม. ให้อยู่ในสถานะ “บี” ภายในระยะเวลา 1 ปีนับจากที่ SCA มีข้อเสนอแนะดังกล่าว โดยในช่วงระยะเวลา 1 ปีนั้น กสม. ยังคงสถานะ “เอ”เช่นเดิมและสามารถให้ข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อแสดงว่า กสม. มีการทำงานที่สอดคล้องกับหลักการปารีส

3. เหตุผลที่คณะอนุกรรมการ SCA มีข้อเสนอแนะให้ลดระดับสถานะของ กสม. เนื่องมาจากความกังวลใน 3 ประเด็น ประเด็นแรกเป็นเรื่องกระบวนการการสรรหาและการแต่งตั้ง กสม. ซึ่ง SCA เห็นว่าบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญและกฎหมายที่เกี่ยวข้องขาดหลักประกันการมีส่วนร่วมของภาคประชาสังคมในกระบวนการสรรหาและการได้มาซึ่งกรรมการสิทธิมนุษยชนที่มีความหลากหลาย โดยคำนึงถึงคุณสมบัติของผู้สมัครเป็นสำคัญ ประเด็นที่สองได้แก่ การจัดทำรายงานสถานการณ์ทางด้านสิทธิมนุษยชนล่าช้าซึ่งรวมถึงรายงานการชุมนุมทางการเมืองเมื่อปี 2553 และในช่วงระหว่างปลายปี 2556 ถึงกลางปี 2557 และประเด็นสุดท้าย ได้แก่มีการขาดบทบัญญัติที่ชัดเจนในกฎหมายเพื่อให้ความคุ้มกันจากการถูกดำเนินคดีทางกฎหมายในกรณีการทำหน้าที่โดยสุจริตและเป็นการปฏิบัติงานตามหน้าที่ ซึ่งถือเป็นหลักประกันกันความเป็นอิสระในการปฏิบัติหน้าที่ของ กสม.

4.ในช่วงระยะเวลา 1 ปีภายหลังต.ค. 2557 ซึ่งคณะอนุกรรมการ SCA ได้เปิดโอกาสให้ กสม. ชี้แจงความคืบหน้าและข้อมูลเพิ่มเติม กสม. ได้พยายามดำเนินการในประเด็นต่างๆ ที่เป็นข้อห่วงกังวลของ SCA ข้างต้นมาโดยตลอด โดยได้เร่งรัดการจัดทำรายงานการชุมนุมทางการเมืองในช่วงปี 2556-2557 จน แล้วเสร็จเมื่อส.ค. 2558 ส่วนการปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวกับกระบวนการสรรหาและแต่งตั้งและ การให้ความคุ้มกันแก่ กสม.ในการปฏิบัติหน้าที่โดยสุจริตนั้น กสม. ได้มีการชี้แจงและให้ข้อเสนอแนะในประเด็นดังกล่าวไปยังผู้ที่เกี่ยวข้องในกระบวนการยกร่างรัฐธรรมนูญที่เริ่มมาตั้งแต่พ.ย. 2557 อย่างต่อเนื่องในหลายโอกาส อย่างไรก็ดี การดำเนินการของ กสม. ในเรื่องนี้ยังไม่มีผลเป็นรูปธรรมเนื่องจากร่างรัฐธรรมนูญที่ร่างโดยคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ (ชุดแรก) ไม่ผ่านการรับรองของสภาปฏิรูปแห่งชาติ

5.เมื่อครบกำหนดเวลา 1 ปีที่คณะอนุกรรมการ SCA ให้เวลา กสม. ในการชี้แจงข้อมูลเพิ่มเติม กสม. ชุดปัจจุบัน ซึ่งเข้ารับหน้าที่เมื่อวันที่ 26 พ.ย 2558 นอกจากจะได้เข้าพบกับประธานกรรมการและกรรมการร่างรัฐธรรมนูญเพื่อชี้แจงความจำเป็นในการปรับปรุงรัฐธรรมนูญและกฎหมายภายในของไทย ตามข้อห่วงกังวลของ SCA แล้ว ยังได้เสนอหาแนวทางที่จะให้มีการออกกฎหมายเพื่อแก้ไขปัญหาในประเด็นดังกล่าวที่จะมีผลในทันทีในระหว่างที่การยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ยังไม่แล้วเสร็จด้วย โดยได้เสนอให้มีการปรับเพิ่มผู้แทนจากองค์การเอกชนด้านสิทธิมนุษยชนและสถาบันการศึกษาที่มีการเรียนการสอนด้านสิทธิมนุษยชนในองค์ประกอบของคณะกรรมการสรรหาเดิมตามรัฐธรรมนูญ 2550 และเพิ่มบทบัญญัติเรื่องความคุ้มกันการปฏิบัติหน้าที่ของ กสม. ในทำนองเดียวกับที่ปรากฏในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยผู้ตรวจการแผ่นดิน พ.ศ. 2552 และ กสม. ได้ชี้แจงการดำเนินการของ กสม.ในเรื่องนี้ไปยังประธาน ICCเพื่อพิจารณาเพิ่มเติม แต่การชี้แจงดังกล่าวก็ไม่มีผลต่อลดสถานะของ กสม. โดย ICC ตามข้อเสนอแนะของ SCA อย่างไรก็ตาม หลังจากที่ ICC ได้ตัดสินใจลดสถานะของ กสม. แล้ว คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญได้เผยแพร่ร่างรัฐธรรมนูญฉบับแรกต่อสาธารณชนเมื่อวันที่ 29 ม.ค. 2559 โดยบทบัญญัติที่เกี่ยวกับ กสม. ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าวได้กำหนดให้ผู้แทนองค์กรเอกชนด้านสิทธิมนุษยชนมีส่วนร่วมในการสรรหา กสม. ด้วยดังปรากฏในร่างมาตรา 242 วรรคสาม ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางที่ กสม. ได้เสนอไปยังคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญก่อนหน้านี้และนับเป็นความก้าวหน้าที่สำคัญ

6.แม้ กสม.จะถูกลดสถานะโดย ICC จาก “เอ” เป็น “บี” แต่ กสม.จะยังคงดำเนินการเพื่อให้บทบัญญัติในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่และกฎหมายเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่และการดำเนินงานของ กสม. ที่จะประกาศใช้ในอนาคตมีความสอดคล้องกับหลักการปารีสในประเด็นต่างๆ ที่เป็นข้อห่วงกังวลของ SCA และแม้ว่าการถูกปรับลดสถานะอาจส่งผลกระทบต่อสถานะและบทบาทของ กสม. ในเวทีสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศอยู่บ้าง แต่ กสม. จะยังคงปฏิบัติหน้าที่เพื่อส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนอย่างเต็มที่ต่อไป ทั้งการดำเนินงานในประเทศเพื่อให้ทุกภาคส่วนในสังคมไทยเข้าใจและตระหนักถึงความสำคัญของการเคารพสิทธิมนุษยชน ตลอดจนดูแลผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการละเมิดสิทธิมนุษยชนให้ได้รับการเยียวยาอย่างเป็นธรรม และการดำเนินความร่วมมือกับสถาบันสิทธิมนุษยชนแห่งชาติของประเทศต่างๆ ในกรอบ ICC ซึ่งเป็นเครือข่ายสถาบันสิทธิมนุษยชนแห่งชาติในระดับสากล กรอบความร่วมมือในระดับภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก และระดับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงการร่วมมือกับกลไกด้านสิทธิมนุษยชนของสหประชาชาติ อาทิ การเสนอรายงานสถานการณ์สิทธิมนุษยชนตามกระบวนการUPR และต่อคณะกรรมการประจำสนธิสัญญาด้านสิทธิมนุษยชนฉบับต่างๆ ที่ประเทศไทยเป็นภาคี

Permanent link to this article: http://npcusa.info/2016/02/04/%e0%b8%81%e0%b8%aa%e0%b8%a1-%e0%b9%80%e0%b8%9c%e0%b8%a2-%e0%b8%a3%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%a3%e0%b8%98%e0%b8%99-%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%9c%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%99-%e0%b8%97/

Older posts «

Fetch more items