คำชี้แจงกรธ.ปรับแก้ร่างรธน. ฉบับส่ง”ศาลรธน.”วินิจฉัย

วันที่: 30 ส.ค. 59

8

หมายเหตุ – คำชี้แจงของคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญต่อศาลรัฐธรรมนูญ ประกอบการแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญในส่วนที่เกี่ยวข้อง ให้สอดคล้องกับผลการออกเสียงประชามติในประเด็นเพิ่มเติม

1.ในการตั้งประเด็นเพิ่มเติม สภานิติบัญญัติแห่งชาติได้ตั้งประเด็นว่า “ท่านเห็นชอบหรือไม่ว่า เพื่อให้การปฏิรูปประเทศเกิดความต่อเนื่องตามแผนยุทธศาสตร์ สมควรกำหนดไว้ในบทเฉพาะกาลว่า ในระหว่าง 5 ปีแรกนับแต่วันที่มีรัฐสภาชุดแรกตามรัฐธรรมนูญนี้ ให้ที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภาเป็นผู้พิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี” ซึ่งถ้อยคำที่ขีดเส้นใต้ดังกล่าวเช่นเดียวกับถ้อยคำส่วนหนึ่งที่บัญญัติไว้ในมาตรา 159 วรรคหนึ่งของร่างรัฐธรรมนูญที่ผ่านการออกเสียงประชามติ

2.บทบัญญัติของร่างรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับกระบวนการได้มาซึ่งนายกรัฐมนตรีบัญญัติไว้ในมาตรา 159 อันเป็นบทถาวร และมาตรา 272 อันเป็นบทเฉพาะกาล

3.มาตรา 159 ของร่างรัฐธรรมนูญได้บัญญัติเกี่ยวกับกระบวนการได้มาซึ่งนายกรัฐมนตรีไว้ ดังต่อไปนี้

3.1 การพิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี ให้กระทำโดยสภาผู้แทนราษฎร

3.2 บุคคลซึ่งจะได้รับความเห็นชอบต้องมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 160 และเป็นผู้ซึ่งมีชื่ออยู่ในบัญชีรายชื่อที่พรรค

การเมืองแจ้งไว้ตามมาตรา 88 และพรรคการเมืองนั้นต้องมีสมาชิกได้รับเลือกเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไม่น้อยกว่าร้อยละห้าของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎร

3.3 ในการเสนอชื่อ ต้องมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรรับรองไม่น้อยกว่าหนึ่งในสิบของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎร

3.4 มติของสภาผู้แทนราษฎรต้องกระทำโดยการลงคะแนนโดยเปิดเผย และมีคะแนนเสียงมากกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎร

4.มาตรา 272 ของร่างรัฐธรรมนูญได้บัญญัติกระบวนการไว้ ดังต่อไปนี้

4.1 ในวาระเริ่มแรก เมื่อมีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรครั้งแรกตามรัฐธรรมนูญนี้

4.2 หากมีกรณีที่ไม่อาจแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีจากผู้ซึ่งอยู่ในบัญชีรายชื่อตามมาตรา 88 ได้

ไม่ว่าด้วยเหตุใด ก็อาจขอยกเว้นเพื่อไม่ต้องเสนอชื่อจากบุคคลตามบัญชีของพรรคการเมืองได้

4.3 ในการขอยกเว้นตาม 4.2 ต้องมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจำนวนไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ เข้าชื่อกันเพื่อเสนอต่อประธานรัฐสภา ซึ่งประธานรัฐสภาจะต้องจัดให้มีการประชุมร่วมกันของรัฐสภาโดยพลัน

4.4 คะแนนเสียงที่จะยกเว้นให้ ต้องไม่น้อยกว่าสองในสามของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของทั้งสองสภา

4.5 เมื่อได้รับยกเว้นแล้ว เรื่องจะย้อนกลับไปให้สภาผู้แทนราษฎรเพื่อดำเนินการตามมาตรา 159 ต่อไป โดยจะเสนอชื่อจากบุคคลซึ่งอยู่ในบัญชีรายชื่อที่พรรคการเมืองแจ้งไว้ตามมาตรา 88 หรือไม่ก็ได้

5.คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญพิจารณาแล้ว เห็นว่าประเด็นเพิ่มเติมที่ได้รับความเห็นชอบในการออกเสียงประชามติกำหนดเวลาไว้ชัดเจนว่าให้ใช้บังคับเฉพาะ “ในระหว่าง 5 ปีแรกนับแต่วันที่มีรัฐสภาชุดแรกตามรัฐธรรมนูญนี้” ประเด็นเพิ่มเติมดังกล่าวมีลักษณะเป็นการใช้บังคับเฉพาะกาล กล่าวคือ ใช้เฉพาะห้าปีแรกนับแต่วันที่มีรัฐสภาชุดแรกตามรัฐธรรมนูญนี้ ดังนั้น คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญเห็นว่า การแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญในส่วนที่เกี่ยวข้องให้สอดคล้องกับผลการออกเสียงประชามติ จึงสมควรต้องบัญญัติขึ้นให้มีลักษณะเป็นบทเฉพาะกาลเท่านั้น โดยไม่จำเป็นต้องแก้ไขไว้เป็นบทถาวร ซึ่งก็สอดคล้องกับถ้อยคำในคำถามเพิ่มเติมที่ระบุว่า “สมควรกำหนดไว้ในบทเฉพาะกาล”

6.คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญพิจารณาแล้ว เห็นว่าหลักการสำคัญของมาตรา 159 นั้น บัญญัติขึ้นให้สอดคล้องกับหลักการแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีของประเทศที่ปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข กล่าวคือ นายกรัฐมนตรีจะต้องมาจากการดำเนินการของสภา

ผู้แทนราษฎร และได้รับการสนับสนุนจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เพื่อให้การดำเนินการบริหารประเทศของนายกรัฐมนตรีเป็นไปได้โดยราบรื่น สำหรับมาตรา 272 นั้นเป็นบทเฉพาะกาลที่ใช้ในวาระเริ่มแรกเป็นการชั่วคราว และเฉพาะกรณีที่รัฐสภาภายหลังการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรตามมาตรา 268 ไม่สามารถเลือกจากบัญชีรายชื่อที่ประกาศให้ประชาชนทราบล่วงหน้าได้ และประสงค์จะขอยกเว้นหลักการดังกล่าว ก็ต้องให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งเป็นผู้เข้าชื่อกันขอยกเว้น และเมื่อจะเป็นการยกเว้นรัฐธรรมนูญ มาตรา 272 จึงกำหนดให้กระทำในที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภา แต่เมื่อได้รับการยกเว้นแล้ว ก็ต้องย้อนกลับไปให้สภาผู้แทนราษฎรดำเนินการต่อไปตามมาตรา 159 สำหรับประเด็นเพิ่มเติมที่ได้รับความเห็นชอบในการออกเสียงประชามติด้วยนั้น ไม่ปรากฏว่ามีข้อความใดที่จะแสดงให้เห็นว่าประสงค์จะยกเว้นหลักการดังกล่าวด้วย คงมีเพียงข้อความว่า “ให้ที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภาเป็นผู้พิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี” เท่านั้น ดังนั้น คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญจึงเห็นว่าการแก้ไขเพิ่มเติมร่างรัฐธรรมนูญเพื่อให้สอดคล้องกับผลการออกเสียงประชามตินั้น ต้องคงหลักการ

ดังกล่าวข้างต้นไว้ และดำเนินการแก้ไขให้สอดคล้องกันได้เพียงเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับการพิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคล ซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีโดยให้ทำในที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภาเท่านั้น

7.เพื่อให้เป็นไปตามแนวทางดังกล่าวข้างต้น คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญจึงเห็นควรแก้ไขมาตรา 272 โดยย้ายบทบัญญัติเดิมไปไว้เป็นวรรคสองของมาตรา 272 ซึ่งเป็นบทเฉพาะกาล แล้วเพิ่มความใหม่เป็นวรรคหนึ่งของมาตรา 272 แทน ซึ่งจะทำให้มีผลดังต่อไปนี้

7.1 ในระหว่างห้าปีแรกนับแต่วันที่มีรัฐสภาภายหลังการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรตามมาตรา 268 (ซึ่งมีความหมายว่า “รัฐสภาชุดแรก” ตามที่ปรากฏในคำถามเพิ่มเติม แต่ก็ได้เขียนให้ชัดเจนขึ้น) ในการประชุมเพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี ให้กระทำในที่ประชุมร่วมกันของทั้งสองสภา

7.2 ในการเสนอชื่อบุคคล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเท่านั้นที่จะเป็นผู้เสนอโดยต้องมีผู้รับรองไม่น้อยกว่าหนึ่งในสิบของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎร

7.3 บุคคลซึ่งจะได้รับการเสนอชื่อจะต้องมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 160 และเป็นผู้มีชื่ออยู่ในบัญชีรายชื่อที่พรรคการเมืองแจ้งไว้ตามมาตรา 88 เฉพาะจากบัญชีรายชื่อของพรรคการเมืองที่มีสมาชิกได้รับเลือกเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไม่น้อยกว่าร้อยละห้าของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎร

7.4 มติของรัฐสภาที่เห็นชอบการแต่งตั้งบุคคลใดให้เป็นนายกรัฐมนตรีต้องกระทำโดยการลงคะแนนโดยเปิดเผย และมีคะแนนเสียงมากกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของทั้งสองสภา ซึ่งเป็นไปตามหลักการที่บัญญัติไว้ในมาตรา 159 วรรคสาม เพียงแต่แก้ไขจำนวนสมาชิก จากจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เป็นจำนวนสมาชิกของทั้งสองสภาร่วมกัน เพื่อให้สอดคล้องกับประเด็นเพิ่มเติมที่ได้รับความเห็นชอบในการออกเสียงประชามติ

7.5 ในกรณีที่ไม่อาจแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีจากผู้ซึ่งมีชื่ออยู่ในบัญชีรายชื่อที่พรรคการเมืองแจ้งไว้ตามมาตรา 88 ได้ ไม่ว่าด้วยเหตุใด สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจำนวนไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎร อาจเข้าชื่อเสนอต่อประธานรัฐสภาเพื่อให้รัฐสภามีมติยกเว้นได้ตามมาตรา 272

7.6 มติของรัฐสภาตาม 7.5 ที่จะยกเว้น ต้องมีไม่น้อยกว่าสองในสามของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ในทั้งสองสภา

7.7 เมื่อได้รับการยกเว้นแล้ว จึงกลับไปดำเนินการเพื่อเสนอชื่อและให้ความเห็นชอบตาม 7.1 7.2 7.3 และ 7.4 ข้างต้นต่อไป

ทั้งนี้ เพื่อความสะดวกในการพิจารณาว่าร่างเดิมเป็นอย่างไร และมีการเพิ่มเติมถ้อยคำใดขึ้นใหม่ คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญจึงได้จัดทำร่างในลักษณะแสดงการแก้ไขไว้ให้ปรากฏโดยข้อความที่เพิ่มใหม่จะขีดเส้นใต้ไว้ ส่วนข้อความเดิมที่ถูกตัดออกจะแสดงการขีดฆ่าไว้ นอกจากนี้ คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญได้ดำเนินการแก้ไขคำปรารภให้สอดคล้องกันด้วย โดยได้แสดงการแก้ไขไว้เช่นเดียวกัน

โดยสรุปเพื่อให้สอดคล้องกับผลการออกเสียงประชามติ คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญได้แก้ไขเฉพาะคำปรารภและมาตรา 272 ร่างที่คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพื่อให้สอดคล้องกับผลการออกเสียงประชามติ

มาตรา 272 ในระหว่างห้าปีแรกนับแต่วันที่มีรัฐสภาภายหลังการเลือกตั้ง ส.ส. ตามมาตรา 268 การให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีให้ดำเนินการตามมาตรา 159 เว้นแต่การพิจารณาให้ความเห็นชอบตามมาตรา 159 วรรคหนึ่ง ให้กระทำในที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภา และมติที่เห็นชอบการแต่งตั้งบุคคลใดให้เป็นนายกรัฐมนตรีตามมาตรา 159 วรรคสาม ต้องมีคะแนนเสียงมากกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของทั้งสองสภา

ในวาระเริ่มแรก เมื่อมีการเลือกตั้ง ส.ส.ตามมาตรา 268 แล้ว หากมีกรณีที่ไม่อาจแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีจากผู้ที่มีชื่ออยู่ในบัญชีรายชื่อที่พรรคการเมืองแจ้งไว้ตามมาตรา 88 ไม่ว่าด้วยเหตุผลใด และ ส.ส.จำนวนไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวน ส.ส.ทั้งหมดเท่าที่มีอยู่เข้าชื่อเสนอต่อประธานรัฐสภา ขอให้รัฐสภามีมติยกเว้นเพื่อไม่ต้องเสนอชื่อนายกรัฐมนตรีจากผู้มีชื่ออยู่ในบัญชีรายชื่อที่พรรคการเมืองแจ้งไว้ตามมาตรา 88 ในกรณีเช่นนั้น ให้ประธานรัฐสภาจัดให้มีการประชุมร่วมกันของรัฐสภาโดยพลัน และในกรณีที่รัฐสภามีมติด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่าสองในสามของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของทั้งสองสภาให้ยกเว้นได้ ให้ดำเนินการตามวรรคหนึ่งต่อไป โดยจะเสนอชื่อผู้อยู่ในบัญชีรายชื่อที่พรรคการเมืองแจ้งไว้ตามมาตรา 88 หรือไม่ก็ได้

Permanent link to this article: http://npcusa.info/2016/08/30/%e0%b8%84%e0%b8%b3%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b9%89%e0%b9%81%e0%b8%88%e0%b8%87%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%98-%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b9%81%e0%b8%81%e0%b9%89%e0%b8%a3%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%87/

คำสารภาพของประชาสังคมไทย (คนหนึ่ง)

วันอังคาร ที่ 30 สิงหาคม 2559

 

คำสารภาพของประชาสังคมไทย (คนหนึ่ง)

 

เดชรัต สุขกำเนิด
28 สิงหาคม 2559

พรุ่งนี้ ได้รับคำขวนให้ไปวิพากษ์ขบวนการภาคประชาสังคมของไทย พร้อมข้อเสนอแนะเชิงยุทธศาสตร์

แต่เนื่องจากผมเองก็เป็นภาคประชาสังคมคนหนึ่งด้วย คำชวนดังกล่าวจึงคล้ายกับการเชิญไปร่วมทำฮาราคีรี สารภาพความผิดของตนเอง ผมจึงต้องเตรียมตัวเขียนคำสารภาพความผิดของตนเองในคืนนี้

ผมคิดว่า พวกเราต้องเผชิญหน้ากับความจริง 5 ประการที่ไม่ค่อยจะโสภาสักเท่าไร

หนึ่ง พวกเราจำนวนไม่น้อยไม่ได้แคร์กับสิทธิเสรีภาพของประชาชน มากกว่าสิทธิเสรีภาพในประเด็นที่เราเคลื่อนไหวอยู่ หรือพี่น้องที่เราร่วมเคลื่อนไหวอยู่ ตัวอย่างเช่น พวกเราภาคประชาสังคมจำนวนไม่น้อยจึงรู้สึกเฉยๆ กับการคุมขังน้องไผ่ ดาวดิน ทั้งที่น้องเขาเพียงแค่รณรงค์เรื่องการลงประชามติ ซึ่งก็เหมือนกับเรารณรงค์เรื่อง GMOs เรื่องเหมืองทอง เรื่องพลังงาน เรื่องหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า เรื่องเขตเศรษฐกิจพิเศษ ฯลฯ

การเพิกเฉยของพวกเรา (ส่วนหนึ่ง) ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใด ทำให้พวกเรามีสภาพคล้ายแยกเป็นเสี่ยงๆ ตามแต่ละประเด็นที่เราแคร์ตรงกันเท่านั้น แต่สิทธิเสรีภาพของประชาชนไม่ใช่หลักการ “ถ้วนหน้า” ที่เรายึดถืออีกต่อไป พลังของเราจึงค่อยๆ ลดทอนลง เหลือเพียงพลังของเพื่อนที่รู้จักมักคุ้นและทำงานร่วมกัน

สอง พวกเรากำลังตกอยู่ในวังวงของระบบอุปถัมภ์ของภาครัฐมากขึ้นเรื่อยๆ เพื่อแลกกับโอกาสในการผลักดันนโยบายและการได้รับการสนับสนุนตามกลไกของภาครัฐ การกล่าวเช่นนี้ มิได้หมายความว่า ภาคประชาสังคมควรแยกตัวออกจากกลไกของรัฐ ผมเองก็เข้าร่วมกลไกของภาครัฐในหลายส่วนเช่นเรื่องปากมูล โรงไฟฟ้ากระบี่

แต่เราก็คงจะต้องยอมรับข้อเท็จจริงว่า เพื่อรักษาโอกาสที่ภาครัฐเปิดให้ พวกเราหลายคน (รวมถึงผมด้วย) ก็จำเป็นที่จะต้องเงียบเสียงลงในบางจังหวะ หรือเปล่งเสียงในท่าทีที่ไม่ดูสวนทางกับแนวทางของภาครัฐจนมากเกินไป หรือแม้กระทั่งบางท่านก็อาจจะพยายามนำท่อนฮุคในนโยบายของรัฐ (ช่วงนี้ก็ 4.0 และประชารัฐ) มาใส่ในคำพูดของตนเองให้บ่อยขึ้นและเนียนขึ้น เผื่อว่าจะได้รับโอกาสที่มากขึ้นจากภาครัฐ

แต่ในขณะที่เราพยายามรักษาโอกาสอันน้อยนิดของเราเอาไว้ กลับกลายเป็นสิ่งที่เราเคยเชื่อ และเคยชวนให้สังคมนี้ยึดถือเช่น หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า เรียนฟรีและการศึกษาทางเลือก หรือการสร้างสุขภาวะองค์รวม กลับถูกภาครัฐตั้งคำถามและรุกคืบอย่างต่อเนื่อง ส่วนพวกเราหลายๆ คนก็ทำได้เพียง “ใจเย็นๆ” เพื่อรักษาโอกาสอันน้อยนิด และน้อยลงเรื่อยของเราเอาไว้

สาม พวกเรายังชอบอยู่ใน comfort zone อันทรงคุณค่าของพวกเรา เราจึงมีเวทีของเรา มีภาษาของเรา มีลีลาของเรา ที่แม้จะเปี่ยมด้วยคุณค่า (ที่เราเชื่อ) แต่เราก็แทบจะไม่ได้นำคุณค่านั้นไปแลกเปลี่ยนในเวทีและในรูปแบบที่เราไม่ถนัด เราแทบไม่เคยทำงานร่วมป็อบคัลเจอร์หรือวัฒนธรรมกระแสหลักอย่างจริงจัง เราคุ้นเคยกับการตั้งคำถามต่อป็อบคัลเจอร์อยู่ห่างๆ (เช่น ทำไมต้องไล่จับโปเกม่อน?) มากกว่าการร่วมคิด/ร่วมเสนอถึงสิ่งที่เปี่ยมคุณค่ามากกว่านั้น (เช่น เราจะใช้เทคโนโลยี augmented reality ที่ใช้ในโปเกม่อนโก เพื่องานจิตอาสาได้อย่างไร?)

การอยู่ใน comfort zone ทำให้พวกเราแคบลงเรื่อยๆ ช้าลงเรื่อยๆ และเหนื่อยขึ้นเรื่อยๆ ในการเปลี่ยนแปลงสิ่งต่างๆ ในสังคมนี้

สี่ พวกเรายังมุ่งขยายความห่วงกังวล มากกว่าขยายความหวัง เราจะเห็นได้ชัดเจนว่า ข้อความเชิงห่วงกังวลของเรายังคงขายดีในสื่อกระแสหลักและสื่อสังคมออนไลน์ ในขณะที่ผู้เสนอขายความหวังกลับกลายเป็นภาครัฐ (เช่น มั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน) หรือภาคเอกชน (ผลิตภัณฑ์เพื่อชีวิตที่ดีกว่า-ถ้ามีเงิน)

ผมเชื่อว่า สังคมเข้าถึงข้อความของเรามานานแล้ว และยังเข้าถึงอยู่เสมอ จนสังคมมองเราอย่างเข้าใจแล้วละว่า เราห่วงกังวล แต่สังคมไม่เข้าใจว่า “แล้วจะให้เขาทำอย่างไร” สังคมจึงพร้อมที่จะฝากความหวังไว้กับท่อนฮุคในนโยบายของภาครัฐ (ไม่ได้หมายถึงเฉพาะแค่รัฐบาล คสช.) มากกว่า แม้จะรู้ดีว่า ส่วนใหญ่ก็ฝากความหวังไม่ได้เช่นกัน

เราคงจะต้องเริ่มคิดแล้วละว่า “เราจะขยายความหวังของเราได้อย่างไร?” และนั่นก็เป็นหนึ่งในพื้นที่นอก comfort zone ของเราเช่นกัน

ห้า สุดท้ายแล้ว ผมรู้สึกว่า แม้ว่าเราจะเรียกตนเองว่า “ประชาสังคม” แต่พวกเรา (ส่วนหนึ่ง) ไม่ได้เชื่อในอำนาจอัน “ชอบธรรม” ของประชาชนทุกคน เรา (บางคน) กลับคิดว่าภาค “ประชาสังคม” ทำหน้าที่เหมือนการขัดเกลาให้พวกเรามีสิทธิในอำนาจอัน “ชอบธรรม” นั้น แต่ประชาชนอื่นๆ ที่ยังไม่ผ่านการขัดเกลาอันทรงคุณค่าของเรา ยัง “ไม่มีความพร้อม” มากพอที่ได้รับอำนาจอันชอบธรรมนั้น พวกเราบางคนถึงขึ้นขวนขวายที่จะบัญญัติ “ความพร้อม” ในการได้รับอำนาจอันชอบธรรมนั้น ไว้ในรัฐธรรมนูญในรูปแบบต่างๆ กัน

แต่ผมว่า การที่เรา “ยกระดับ” ตนเองออกมาจาก “ประชาชน” (ทั่วไป) กลับทำให้เราล่องลอยออกมาจากปัญหาที่แท้จริง ล่องลอยออกจากความรู้สึกที่แท้จริง ล่องลอยออกมาจากความหวังที่แท้จริง และล่องลอยออกมาจากพลังที่แท้จริงของสังคมนี้ จนพลังของเราน้อยลงเรื่อยๆ และต้องพึ่งพากับอุปถัมภ์ของรัฐมากขึ้นเรื่อยๆ ตามที่ได้กล่าวมาแล้ว

ผมคิดว่า ภายใต้ความเป็นจริงทั้ง 5 ข้อ ลำดับแรก เราคงต้องตั้งหลักทบทวนกันใหม่ว่า อะไรคือหลักการ “ถ้วนหน้า” อันเป็นพื้นฐานของภาคประชาสังคมไทย คำว่าหลักการถ้วนหน้าแปลว่า ไม่ว่าคุณจะคิดต่างจากผมเพียงใด คุณจะเชียร์ฝ่ายการเมืองใด หรือจะดูกวนตีนเพียงใดก็ตาม ตราบใดก็ตามที่คุณยังใช้สิทธิเสรีภาพตามหลักการ “ถ้วนหน้า” นี้ คุณย่อมจะได้รับการคุ้มครอง หรืออย่างน้อยก็รับกำลังใจและความปรารถนาดีจากภาคประชาสังคมไทย

หากปราศจากการทบทวนและการยึดมั่นในหลักการ “ถ้วนหน้า” ภาคประชาสังคมของเราก็คงไม่แตกต่างเครือข่ายของคนที่ทำงานด้านเดียวกัน หรือรู้จักชอบพอกัน ได้มีโอกาสทำสิ่งดีร่วมกัน ภายใต้การอุปถัมภ์แบบจำกัดจำเขี่ยของภาครัฐ และภายใต้การเพิกเฉยของเพื่อนๆและประชาชนที่คิดต่างจากเรา (รวมถึงภาครัฐด้วย)

ลำดับถัดมา ผมคิดว่า เราคงต้อง “ดำดิ่ง” ลงไปในห้วงความคิดและความเป็นอยู่ของประชาชน ไปเรียนรู้และค้นหา กับประชาชนกลุ่มต่างๆ ที่แตกต่างจากเรา จนกว่า “ความหวัง” และ “พลัง” มันจะ “ผุด” ขึ้นมา และนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงได้ ไม่ใช่เราคอยเฝ้า “ขัดเกลา” และหวังว่าจะส่งมอบทางออกในแบบแผนที่เราคุ้นเคยให้กับพวกเขา เหมือนที่ผ่านๆ มา

นั่นแปลว่า เราต้องก้าวออกจาก comfort zone ของเราบ้าง และลองทำงานกับผู้คนที่แตกต่างจากเรา ในรูปแบบที่แตกต่างจากที่เราเคยทำมา ในเป้าหมายที่เราอาจยังไม่แน่ใจ และในผลลัพธ์ที่เราไม่อาจคาดเดาได้ในตอนต้น (ไม่ใช่ทำงานเพื่อให้ได้ KPI เป็นหลัก แบบที่ภาครัฐพยายามชักชวนเรา)

สุดท้าย ผมคิดว่าเราต้องเข้าใจกันใหม่ว่า การหวังพึ่งการอุปถัมภ์ของภาครัฐ แม้ไม่ใช่สิ่งที่ต้องห้าม แต่ไม่ใช่ยุทธศาสตร์หลักในการทำงานของเรา การได้รับการตอบรับจากประชาชน รวมถึงการระดมทรัพยากรจากประชาชนที่เกี่ยวข้อง (รวมถึงองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น) ต่างหากที่เป็นเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ที่แท้จริงของภาคประชาสังคม

แม้กระทั่ง การสนับสนุนของภาครัฐที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต ก็ไม่ควรเกิดจากความเมตตาปราณี หรือวิสัยทัศน์สุดล้ำของท่านผู้นำบางคน แม้ว่ามันไม่ใช่เรื่องที่ผิด แต่มันเป็นเรื่องที่ไม่ยั่งยืน เหมือนที่ภาครัฐกำลังกลับมากระทำอยู่กับหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า สวัสดิการเรียนฟรี และอื่นๆ

เพราะฉะนั้น การสนับสนุนจากภาครัฐที่ยั่งยืนสำหรับภาคประชาสังคมจะต้องเป็นการสนับสนุนที่เกิดมาจากความต้องการที่แน่ชัดและแรงผลักดันที่เปี่ยมพลังของ “ประชาชน” เท่านั้น

ประชาชนที่มีอำนาจอันชอบธรรมเท่าๆ กับเรา และเท่าๆกับทุกคนในสังคมนี้

Permanent link to this article: http://npcusa.info/2016/08/30/%e0%b8%84%e0%b8%b3%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%9e%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%8a%e0%b8%b2%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%a1%e0%b9%84/

จตุพร แนะประยุทธ์ตั้ง ‘พรรคคืนความสุข’ เดินหน้าไปได้บนเส้นทางความสง่างาม

วันอังคาร ที่ 30 สิงหาคม 2559

29 ส.ค. 2559 จตุพร พรหมพันธุ์ ประธานแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) กล่าวผ่านเฟซบุ๊กไลฟ์ ว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ไม่ควรไปลอกเลียนแบบที่มาอำนาจภายหลังการเลือกตั้งตามเปรมโมเดล เพราะชีวิตคนเกิดมาไม่เหมือนกัน วิถีชีวิตมีความแตกต่างกัน จึงลอกเลียนแบบกันได้ยาก

โดย จตุพร กล่าวว่า การกล่าวอ้างถึง “เปรมโมเดล” ซึ่งเป็นที่มาอำนาจของพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองค์มนตรีและรัฐบุรุษ ที่ได้รับการสนับสนุนจากพรรคการเมืองให้เป็นนายกรัฐมนตรีภายหลังการเลือกตั้ง ดังนั้น กองเชียร์ของ พล.อ.ประยุทธ์ จึงต้องการนำมาเป็นแบบอย่างตั้ง “ประยุทธ์โมเดล” โดยหวังจะเข้าสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนนอกที่จะเกิดขึ้นหลังการเลือกตั้งอย่างเร็วปลายปี 2560 ส่วนฝ่ายเชียร์ พล.อ.ประยุทธ์ ท้าให้พรรคการเมืองประกาศไม่เอา พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกรัฐมนตรีคนนอกในช่วงหาเสียงเลือกตั้งจะไม่ได้รับเลือกตั้ง อีกทั้งมีสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) คนหนึ่งเห็นว่า พรรคการเมืองอย่าท้าให้มาก เดี๋ยวจะสู้ไม่ได้ เพราะเพื่อนของ พล.อ.ประยุทธ์ ได้มาหารือเกี่ยวกับการตั้งพรรคการเมืองแล้ว

จตุพร กล่าวว่า ข้อเสนอตั้งพรรคการเมืองนั้น ช่วงเวลาที่ผ่านมา ฝ่ายสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ ได้เคลื่อนไหวติดต่อกับอดีต ส.ส. เป็นกลุ่มๆ เป็นระยะอยู่แล้ว เพียงแต่ขณะนี้ยังไม่ออกมาในรูปแบบตั้งเป็นพรรคการเมืองขึ้นมาให้ชัดเจน ดังนั้น เมื่อมีการโหนกระแสประชามติจำนวน 16 ล้านเสียง จึงควรให้ พล.อ.ประยุทธ์ ตั้งพรรคการเมืองจะให้ชื่อพรรคคืนความสุข ก็ได้ และ สปท. ที่หาเสียงให้ พล.อ. ประยุทธ์ ถ้าแน่จริงให้ตั้งพรรคเลย บ้านเมืองจะได้เดินหน้าไปได้บนเส้นทางความสง่างาม

"ไปลอกเลียนแบบ พล.อ.เปรม ได้อย่างไง โตกันขนาดนี้แล้วควรเป็นตัวของตัวเองได้แล้ว อย่าเห็นช้างขี้ แล้วขี้ตามช้าง เพราะ พล.อ.เปรมไม่ได้เคยเป็นหัวหน้าคณะรัฐประหาร หลังจาก พล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ แกนนำคณะปฏิวัติ 20 ตุลาคม 2520 ลาออกจากนายกรัฐมนตรีคนนอกกลางสภา พล.อ.เปรม ก็ไปพบหัวหน้าพรรคการเมืองให้การสนับสนุน แล้วบ้านเมืองก็เดินไปได้ต่อเนื่องถึง 8 ปี ถึงมีการยุบสภา 2 รอบก็ตาม" จตุพร กล่าว

จตุพร กล่าวว่า กรณี พล.อ.ประยุทธ์ แล้วมีวิถีชีวิตส่วนตัวและทางการเมืองที่แตกต่างจากพล.อ.เปรม สิ้นเชิง เพราะ พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกรัฐมนตรีจากการรัฐประหารยึดอำนาจ เมื่อต้องการอยู่ในอำนาจต่อได้อ้างกลไกประชาธิปไตยที่มีความสง่างาม แต่คงเป็นความสง่างามตามกฎกติกาที่เขียนกันขึ้นมา ต้องการให้วุฒิสภา (ส.ว.) โหวตให้ตัวเองเป็นนายกรัฐมนตรีคนนอก

สิ่งที่พรรคการเมืองกลัวนอกจากปืนแล้ว ก็เป็นองค์อิสระ พรรคการเมืองมาจากการเลือกตั้ง ไม่มีภูมิต้านทานอะไรเลย จึงไม่มีความสุขเท่าพวกไปปล้นคนอื่น แล้วมาให้ทหารคุ้มครองการปล้น ดังนั้น รัฐบาลภายใต้ทหารหรืการคุ้มครองของทหาร พล.อ.ประยุทธ์จะมีภาระหนัก เพราะต้องแบกพวกทุจริตที่ได้รับการคุ้มครองเอาไว้ด้วย

จตุพร กล่าว;jk ตนไม่มีปัญหาส่วนตัวกับพล.อ.ประยุทธ์ ไม่เคยคิดแย่งอำนาจ แต่ต้องการให้ประเทศเดินไปข้างหน้าได้ แล้วไม่คิดหรือว่า ต่างประเทศจะไม่รู้ถึงที่มาของอำนาจ เมื่อนานาชาติมาจากการเลือกตั้งหมด หากได้ร่วมประชุมกัน จะไม่รู้ถึงความแตกต่างหรือ ถ้าตั้งพรรคการเมืองแล้ว พล.อ.ประยุทธ์ จะได้กี่เสียงก็ตาม เมื่อไปรวบรวม ส.ส.ให้ได้จำนวนหนึ่ง ที่เหลือจะมาเอง สิ่งนี้คือ ความสง่างาม ไปที่ไหนก็สง่างาม และเป็นประโยชน์กับประเทศ

“พล.อ.เปรม อยู่ไนตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนนอกนานถึง 8 ปี เพราะไม่มีกองเชียร์แบบที่ พล.อ.ประยุทธ์ มีอยู่ สิ่งสำคัญ พล.อ.เปรม ไม่ได้เป็นหัวหน้าคณะรัฐประหาร แล้วขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรีต่อ เมื่อ พล.อ.ประยุทธ์ ไปอวยพรวันเกิดพล.อ.เปรม ฝ่ายเชียร์จึงเห็นเข้าตาทันที แต่ลืมนึกว่า ชีวิตใครก็ของใคร ไม่อาจลอกเลียนแบบกันได้ และถ้าอ้างประชาชนนิยมถึง 16 ล้านเสียงแล้ว เมื่อลงเลือกตั้งจะเป็นผู้ชนะแน่ๆ เพราะเสียง 16 ล้านเสียง เท่ากับได้จำนวน ส.ส.ไม่น้อยกว่า 200 คนแล้ว ไปทีไหนก็มีคนยอมรับ ถ้าต้องการอำนาจ แต่ไม่ลงเลือกตั้งแล้ว คงเป็นได้เพียงความสง่างามเทียม และแบบปลอมๆ เท่านั้น แต่ความสง่างามจริงๆต้องมาจากประชาชน” จตุพร กล่าว

จตุพร กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ พล.อ.ประยุทธ์ เคยบอกช่วงที่ยึดอำนาจว่า เข้ามาไม่นาน แต่ถึงขณะนี้ก็นานแล้ว และยังติดใจการมีอำนาจอีก ซึงไม่มีปัญญาเลย ถ้าลงเลือกตั้งจะไม่มีใครมาต่อต้าน เมื่อแต่งตั้ง ส.ว. ถึง 250 คน เอาไว้ในมือแล้ว หาจาก ส.ส. อีกพียง 126 คน ก็เกินครึ่งได้เป็นนายกรัฐมนตรีคนนอกแล้ว ที่เหลือก็ง่ายขึ้นที่จะหา ส.ส.มาตั้งเป็นรัฐบาลเสียงข้างมาก แต่พรรคการเมืองต้องหาถึง 376 คน เพื่อผ่านเกณฑ์ได้เป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งยากมาก

จตุพร กล่าวว่า ไม่ได้กลัวว่า พรรคการเมืองใดจะไม่ได้รับเลือกตั้ง ถ้าพล.อ.ประยุทธ์ ตั้งพรรคการเมือง ขอให้เอาจริง อย่าช้า ประกาศตัวตั้งพรรคการเมืองให้เป็นทางเลือกของประชาชนเสียเลย พรรคการเมืองไม่กลัว พล.อ.ประยุทธ์ ลงเลือกตั้ง ดังนั้น กองเชียร์ควรให้ พล.อ.ประยุทธ์ เป็นตัวของตัวเอง อย่าลอกเลียนแบบเปรมโมเดล แต่ควรให้ตั้งพรรคลงหาเสียงจากประชาชนจะสง่างามกว่า

 

ที่มาเฟซบุ๊กแฟนเพจ 'Jatuporn Prompan – จตุพร พรหมพันธุ์

Permanent link to this article: http://npcusa.info/2016/08/30/%e0%b8%88%e0%b8%95%e0%b8%b8%e0%b8%9e%e0%b8%a3-%e0%b9%81%e0%b8%99%e0%b8%b0%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%a2%e0%b8%b8%e0%b8%97%e0%b8%98%e0%b9%8c%e0%b8%95%e0%b8%b1%e0%b9%89%e0%b8%87-%e0%b8%9e/

Older posts «

Fetch more items