Time in Bangkok

เจาะ ‘พิงคนคร’ (1) : แนวคิด ‘องค์การมหาชน’ ปั้นเชียงใหม่เมืองท่องเที่ยวระดับโลก ?

เจาะ ‘พิงคนคร’ (1) : แนวคิด ‘องค์การมหาชน’ ปั้นเชียงใหม่เมืองท่องเที่ยวระดับโลก ?

เจาะลึกองค์กรมหาชนแห่งแรกที่จะเข้าไปสร้างสารพัด เมกกะโปรเจ็กท์ ในเชียงใหม่ เพื่อปั้นให้เป็นเมื่องท่องเที่ยวระดับโลก พร้อมสำรวจประวัติศาสตร์การบริหารจัดการแหล่งท่องเที่ยวสำคัญนี้ว่าเคยมีนโยบายและโครงการอะไรมาบ้างในรอบทศวรรษ

ในช่วงต้นปี 2556 รัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ได้มีพระราชกฤษฎีกาจัดตั้ง สำนักงานพิงคนคร (องค์การมหาชน) พ.ศ.2556 เพื่อดูแลและพัฒนาพื้นที่เชียงใหม่และพื้นที่ใกล้เคียง

ความน่าสนใจของการตั้งองค์กรแห่งนี้คือ จะเป็นองค์กรมหาชนแห่งแรกจาก 50 กว่าองค์กรที่เข้ามาพัฒนาพื้นที่เฉพาะในท้องถิ่น และมีอำนาจที่มากไปกว่าการประสานงานและสนับสนุนหน่วยงานภาครัฐในการทำกิจการต่างๆ โดยมีอำนาจวางแผน พัฒนา และบริหารจัดการแหล่งท่องเที่ยว ที่พัก ศูนย์ประชุม และกิจการที่ต่อเนื่องเพื่อการ ‘พัฒนาพิงคนคร’ รวมถึงพัฒนาโครงข่ายการคมนาคม การขนส่ง และการสาธารณูปโภค

รายงานชิ้นนี้ จึงเป็นความพยายามที่จะสืบเสาะเข้าไปเพื่อฉายภาพให้เห็นว่า โครงสร้างองค์การมหาชนแบบใหม่นั้นมีลักษณะอย่างไร อะไรเป็นแนวคิดเบื้องหลัง ปฏิบัติการจากอำนาจขององค์กรนี้จะเข้าไปชนกับอำนาจของท้องถิ่นอย่างไร  จะทำให้เกิดอะไรขึ้นบ้าง และท้ายที่สุดแนวโน้มข้างหน้าขององค์กรนี้จะเป็นอย่างไร

 

ก่อนจะมีพิงคนคร : นโยบายการท่องเที่ยวไทยกับการสร้าง ‘เชียงใหม่เวิลด์’

หลังวิกฤตเศรษฐกิจปี 2540  รัฐบาลไทยใช้การท่องเที่ยวเป็นตัวกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2541-2542 ประกาศให้เป็นปีส่งเสริมการท่องเที่ยวไทย (Amazing Thailand) สองปีถัดมาหลังจากนั้น มีการรณรงค์การท่องเที่ยวภายใต้สโลแกนที่ว่า ‘Unseen Thailand’

ในปี 2545 มีการรณรงค์ให้เกิดการท่องเที่ยวหลากหลายรูปแบบมากขึ้นโดยเฉพาะการลงไปเที่ยวใน ‘ชนบท’

และในปี 2547 มีการให้มาตรฐานโฮมสเตย์ หรือเรียกชื่ออย่างเป็นทางการว่า ‘ที่พักสัมผัสวัฒนธรรมชนบท’

ล่าสุดในปี 2556 มีการผลักดันการท่องเที่ยวที่ควบคู่ไปกับการจัดงานประชุม หรือที่เรารู้จักกันในนาม ‘MICE’ (Meetings, incentives, conferences, and exhibitions)

ด้วยนโยบายเหล่านี้ทำให้เกิดการผลักดันและพัฒนาสถานที่ต่างๆ ให้กลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยว จังหวัดที่ขึ้นชื่อว่าเป็นจังหวัดที่มีธรรมชาติสวยงาม ผนวกกับมีโครงสร้างพื้นฐานรองรับอยู่แล้ว อย่างเชียงใหม่ ภูเก็ต กระบี่ ฯลฯ ก็ถูกทุ่มงบประมาณลงไปเพื่อให้กลายเป็นเมืองท่องเที่ยวระดับโลก

กรณีของเชียงใหม่ มีแนวคิดที่จะทำโครงการ ‘เชียงใหม่เวิลด์’ ซึ่งได้ไอเดียมาจาก ‘Man made destination’ คือ การทำให้สถานที่ที่ไม่มีจุดเด่นอะไร สามารถกลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวชื่อกระฉ่อนได้ด้วยการสร้างของมนุษย์ ซึ่งในสมัยนั้น รัฐบาลทักษิณได้ไปเห็นตัวอย่างจากประเทศสิงคโปร์และฮ่องกง ประเทศที่ไม่มีจุดเด่นอะไร แต่ก็สามารถสร้างสิ่งก่อสร้างขึ้นมาเป็นสถานที่ท่องเที่ยวได้ เช่น แสดงสัตว์เวลากลางคืน สิงคโปรอาย (ชิงช้าสวรรค์ขนาดใหญ่ชมทิวทัศน์ของเมือง) กระเช้าชมเมือง เป็นต้น 

ด้วยแนวคิดนี้จึงทำให้เกิดแผนการการลงทุนในโครงการขนาดใหญ่เพื่อให้เชียงใหม่กลายเป็นเมืองระดับโลกในช่วงปี 2548-2549 ได้แก่ [1]

  1. โครงการเชียงใหม่ไนท์ซาฟารี (สวนสัตว์กลางคืน) มูลค่าการลงทุนประมาณ 1,155.9 ล้านบาท  
  2. โครงการอุทยานช้าง ในเนื้อที่ 6.000 ไร่ ติดกับไนท์ซาฟารี 600 ล้านบาท  
  3. โครงการพืชสวนโลก ภายใต้การดูแลของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์   งบประมาณ 500 ล้านบาท  
  4. โครงการสปา ระดับโลก   ใกล้โครงการพืชสวนโลก (ไม่ทราบงบประมาณ)  
  5. โครงการอควาเรี่ยม ภายในสวนสัตว์เชียงใหม่ 300 ล้านบาท  
  6. โครงการพัฒนาลานครูบาศรีวิชัย บริเวณเชิงดอยสุเทพ เพื่อเป็นคอมเพล็กซ์รับสถานีรถไฟฟ้า  
  7. โครงการธีมปาร์ค  หรือสวนสนุกและเครื่องเล่นระดับโลก (ไม่ทราบงบประมาณ)  
  8. โครงการพัฒนระบบขนส่งมวลชนแบบโมโนเรล (รถไฟรางเดี่ยว) เชื่อมระหว่างเชิงดอยสุเทพเข้าสู่เมืองเชียงใหม่ 200 ล้านบาท  
  9. โครงการก่อสร้างศูนย์ประชุมและแสดงสินค้านานาชาติ 1,450 ล้านบาท  
  10. โครงการศูนย์กลางไม้ตัดต่อประดับพืชเกษตร 300 ล้านบาท  
  11. โครงการถนนวงแหวน ด้านตะวันตกหางดง-มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ 322 ล้านบาท  
  12. โครงการถนนเลี่ยงเส้นทางหลักเชียงใหม่-แม่ริม 4 ช่องจราจร จากกองพันสัตว์ต่าง โค้งผ่านป่าสมบูรณ์ของดอยสุเทพ-ฟาร์มงูแม่ริม 340 ล้านบาท
  13. โครงการห้องพักสไตล์รีสอร์ท-ร้านอาหารภายในสวนสัตว์ 715 ล้านบาท  
  14. โครงการกระเช้าลอยฟ้า เชื่อมต่อแหล่งท่องเที่ยวต่างๆ รอบดอยสุเทพ ระยะทาง 15 กิโลเมตร 8 สถานี  ได้แก่  ไนท์ซาฟารี-อุทยานช้าง-น้ำตกห้วยแก้ว-สวนสัตว์เชียงใหม่-ธีมปาร์ค-สปา-พืชสวนโลก-ลานครูบา   โดยจะเป็นเคเบิลคาร์ที่วิ่งสวนกันไปมางบประมาณ 1,000 ล้านบาท  
  15. โครงการกระเช้าไฟฟ้าเชียงดาว  
  16. โครงการทุบรื้อฝายเพื่อการท่องเที่ยวทางน้ำ  

ปัจจุบัน ในจำนวนโครงการเหล่านี้มีบางโครงการที่สำเร็จไปแล้ว ได้แก่ เชียงใหม่ไนท์ซาฟารี (สวนสัตว์กลางคืน)  โครงการพืชสวนโลก (อุทยานราชพฤกษ์) โครงการอควาเรี่ยมภายในสวนสัตว์เชียงใหม่  โครงการก่อสร้างศูนย์ประชุมฯและแสดงสินค้านานาชาติ โครงการถนนวงแหวน ด้านตะวันตกหางดง-มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (กำลังสร้างต่อเชื่อมไปถึงถนนเชียงใหม่-จอมทอง บริเวณ อ.ดอยหล่อ) ส่วนโครงการที่เหลือนั้นอยู่ในแผน แต่ยังไม่ได้สร้าง

อย่างไรก็ตาม ความพยายามที่จะทำให้เชียงใหม่เป็นเมืองท่องเที่ยวระดับโลก โดยการสร้างเมกะโปรเจ็คก็ถูกท้วงติงและวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก โดยเฉพาะโครงการพืชสวนโลกและเชียงใหม่ไนท์ซาฟารี [2] เป็นต้นว่า โครงการเหล่านี้จะทำลายสภาพแวดล้อมและนิเวศวัฒนธรรมของจังหวัดเชียงใหม่ ออกแบบโดยไม่คำนึงถึงถึงธรรมชาติและผลกระทบสิ่งแวดล้อม ทำให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนบริเวณนั้น อาทิ ปัญหาขยะและการแย่งชิงน้ำไปใช้ ส่อแววคอรัปชั่นโดยเอื้อประโยชน์ให้กับเอกชนบางราย รวมถึงขั้นตอนที่รวบรัด ขาดการประเมินผลกระทบและรับฟังความคิดเห็นของประชาชน

นอกจากนี้ ยังมีข้อท้วงติงประการสำคัญ คือการบริหารและจัดการพื้นที่โครงการระยะยาว ในส่วนของพืชสวนโลกนั้น มีความพยายามผลักดันให้เป็นพื้นที่สาธารณะประโยชน์  แต่ก็มีการทักท้วงอีกว่า จะหาเงินหมุนเวียนมาดูแลบำรุงรักษาอย่างไร เพราะมีพื้นที่ขนาดใหญ่และใช้งบประมาณต่อปีค่อนข้างสูง

ส่วนเชียงใหม่ไนท์ซาฟารี ก็มีข้อท้วงติงถึงความล้มเหลวในการจัดการ นอกจากสภาวะการขาดทุนอย่างหนักไม่สมกับราคาคุยตั้งแต่ต้นแล้ว ยังก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนด้วย

นอกจากนี้ยังได้เสนอการจัดการ 3 รูปแบบ [3] รูปแบบแรกคือ ให้ทางไนท์ซาฟารีดำเนินการต่อไปโดยเปลี่ยนทีมผู้บริหารและเป็นผู้ดำเนินการภายในองค์การเองทั้งหมด รูปแบบที่สองคือ ไนท์ซาฟารีดำเนินงานต่อ แต่จะทำเฉพาะในเรื่องที่ถนัดเท่านั้น เช่น เรื่องสัตว์ การดูแลสัตว์ การให้อาหารสัตว์ ส่วนในเรื่องอื่น ๆ ก็ให้ผู้เชี่ยวชาญทางด้านธุรกิจเข้ามาดูแล และรูปแบบที่สาม คือให้เอกชนที่มีความรู้ความสามารถเป็นผู้บริหารเพื่อตัดปัญหาการดำเนินงานทางธุรกิจ

อาจกล่าวได้ว่า ความเคลื่อนไหวเหล่านี้ทำให้รัฐต้องคิดวิธีจัดการกับโครงการเมกะโปรเจ็คที่ลงไปมากขึ้น ในแง่หนึ่งเพื่อทำให้เกิดการบริหารแบบมืออาชีพ และทำให้เกิดข้อวิจารณ์โดยเฉพาะแง่ของการบริหารจัดการให้น้อยที่สุด ในอีกแง่หนึ่ง รัฐก็เห็นว่า การบริหารจัดการดูแลโครงการขนาดใหญ่ภายใต้ระบบราชการคงไม่เพียงพอเช่นกัน จึงนำมาสู่แนวคิดการจัดการภายใต้ ‘องค์กรมหาชน’ ทางหนึ่ง และ ‘เอกชน’ อีกทางหนึ่งด้วย

 

‘องค์กรมหาชน’ The chosen one ของรัฐ

อันที่จริง รัฐบาลทราบดีว่า การบริหารภายใต้ระบบราชการไม่สามารถที่จะดูแลจัดการการท่องเที่ยวที่จะให้เป็นโมเดลระดับโลกได้ ดังจะเห็นได้จากการตั้งองค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (องค์การมหาชน) หรือ อพท. เพื่อมาบริหารกิจการการท่องเที่ยวพิเศษ

อพท. เป็นองค์การมหาชนของไทย สังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี ซึ่งประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 2 มิถุนายน พ.ศ.2546 ได้รับงบประมาณ 437.9442 ล้านบาท (ข้อมูลล่าสุดปี 2555) [4] มีหน้าที่บริหารและพัฒนาพื้นที่เพื่อการท่องเที่ยวในเชิงบูรณาการ เป็นองค์กรกลางประสานงานกับท้องถิ่นหรือพื้นที่ที่เป็นแหล่งท่องเที่ยว หรือส่งเสริมและพัฒนาพื้นที่เพื่อการท่องเที่ยวในเชิงคุณภาพ ปัจจุบันดำเนินการกำหนดพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน จำนวน 4 แห่ง ได้แก่ หมู่เกาะช้างและพื้นที่เชื่อมโยง เมืองพัทยาและพื้นที่เชื่อมโยง อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย-ศรีสัชนาลัย-กำแพงเพชร จังหวัดเลย

เชียงใหม่ไนท์ซาฟารีในช่วงแรกเริ่ม ถูกโอนให้อยู่ภายใต้การกำกับดูแลขององค์กรนี้ ต่อมาในปี พ.ศ.2556 จึงได้โอนไปเป็นภารกิจของสำนักงานพัฒนาพิงคนคร (องค์การมหาชน)

คำถามที่น่าสนใจคือ เหตุใดรัฐจึงเลือก ‘องค์กรมหาชน’ เพราะมันง่ายและตอบสนองได้รวดเร็วจริงหรือ หรือแท้ที่จริงเป็นตัวเลือกเดียวและดีกว่าตัวเลือกอื่นที่รัฐจะพึงสามารถจัดการได้ หรือว่าเพราะเหตุใดกันแน่

หากเราสำรวจดูแนวคิดและหลักการของการตั้งองค์กรมหาชนในพระราชบัญญัติองค์การมหาชน พ.ศ.2542 จะพบว่า องค์การมหาชน เป็นหน่วยงานของรัฐบาลไทยประเภทที่สาม นอกเหนือจากส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจ จัดตั้งขึ้นเพื่อให้เกิดความคล่องตัวและเพื่อให้ใช้ประโยชน์ในทรัพยากรและบุคลากรให้เกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผลสูงสุด ตลอดจนเพื่อบูรณาการให้ผู้เกี่ยวข้องทั้งหมดเข้าร่วมกันทำงานอย่างมีเอกภาพ และประสานงานกันเพื่อความรวดเร็วในการดำเนินงานที่ต้องอาศัยความเร่งด่วน

นอกจากนี้องค์การมหาชนเป็นนิติบุคคล จัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติองค์การมหาชน พ.ศ.2542 [5] และพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งหน่วยงาน กำหนดขึ้นเพื่อทำบริการสาธารณะที่กฎหมายกำหนดให้เป็นหน้าที่ของรัฐที่ต้องการประสิทธิภาพสูง เฉพาะด้านที่ภาครัฐยังจำเป็นต้องดำเนินการและจัดให้มี หรือภาครัฐต้องมีบทบาทให้การสนับสนุนในเรื่องงบประมาณ เพื่อให้เกิดการดำเนินงาน เป็นบริการในส่วนที่รัฐต้องการส่งเสริม หรือเป็นบทบาทของรัฐในการให้บริการ การแทรกแซงตลาด หรือบริการที่ภาคเอกชนยังไม่สนใจหรือมีศักยภาพที่จะดำเนินการ โดยมิได้ค้ากำไรจากการบริการ มีวัฒนธรรมองค์กรเหมือนภาคธุรกิจ ที่สามารถใช้ประโยชน์ทรัพยากรให้มีประสิทธิภาพสูงสุดซึ่งมิอาจดำเนินการได้ในส่วนราชการซึ่งเป็นองค์การแบบราชการ (Bureaucratic model)

หลักเกณฑ์พื้นฐานในการจัดตั้งองค์การมหาชน มีบัญญัติไว้ในมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติองค์การมหาชน พ.ศ.2542 [6] ซึ่งสามารถแยกแยะองค์ประกอบในการจัดตั้งได้ 3 ประการ คือ 1) เมื่อรัฐบาลมีนโยบายด้านใดด้านหนึ่งโดยเฉพาะเพื่อจัดทำบริการสาธารณะ 2) แผนงานการจัดทำบริการสาธารณะนั้นมีความเหมาะสมที่จะจัดตั้งหน่วยงานบริหารขึ้นใหม่ที่แตกต่างไปจากส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจ 3) การจัดตั้งหน่วยบริหารขึ้นใหม่นั้น มีความมุ่งหมายให้มีการใช้ประโยชน์ทรัพยากรและบุคลากรให้มีประสิทธิภาพสูงสุด

ณัฐกร วิทิตานนท์ อาจารย์ประจำสำนักวิชานิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง วิเคราะห์ว่า องค์กรมหาชนเป็นส่วนราชการอย่างหนึ่ง เพียงแต่เปลี่ยนระบบวิธีบริหารและการจ้างงาน กฎหมายนี้เกิดหลังวิกฤตเศรษฐกิจ เนื่องจากเห็นว่า ระบบราชการมันใหญ่ไป และมีภารกิจบางอย่างที่ไม่สามารถใช้โครงสร้างของระบบราชการและรัฐวิสหกิจบริหารได้

“ตอนนั้นมีกระแสการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ หมายถึงว่า มันมีองค์กรของรัฐส่วนหนึ่งที่เป็นองค์กรทำกำไร ทั้งที่เป็นองค์กรแบบเดิมอย่างรัฐวิสาหกิจ และองค์กรแบบใหม่ แต่ภารกิจใหม่ที่ต้องทำมันนอกเหนือไปจากเดิม ซึ่งไม่ใช่องค์กรแสวงหากำไร จึงจัดตั้งรูปแบบรัฐวิสาหกิจไม่ได้ จึงเกิดแนวคิดเรื่ององค์การมหาชนเพื่อมาอุดช่องว่าง คือจะเป็นราชการก็ไม่ได้ จะเป็นรัฐวิสาหกิจก็ไม่ไหวเพราะบางอย่างก็ไม่ใช่องค์กรทำรายได้”

อาจกล่าวได้ว่า องค์กรมหาชน กลายเป็นตัวเลือกเดียวของรัฐ หากจะต้องการการบริหารที่ก้าวข้ามความเป็นระบบราชการ เพื่อความรวดเร็วและสะดวกในการบริหาร นอกจากนี้รัฐอาจจะคำนวณบ้างแล้วว่า โมเดลการบริหารสถานที่ท่องเที่ยวประเภทนี้ เป็นบริการที่ ‘ภาคเอกชนยังไม่สนใจหรือมีศักยภาพที่จะดำเนินการ’ เนื่องจากยังไม่สามารถคำนวณกำไร ขาดทุน หรือคำนวณแล้วไม่คุ้มก็เป็นได้ และในช่วงแรกเริ่มของโครงการเหล่านี้ก็ต้องใช้งบประมาณรัฐเข้าไปสนับสนุนจำนวนมาก ซึ่งเราอาจเห็นภาพชัดขึ้น เมื่อมองไปพร้อมกับบริบทการตั้ง ‘สำนักงานพิงคนคร’ องค์กรมหาชนล่าสุด ที่ตั้งขึ้นมาบริหารต่อยอดโครงการเมะโปรเจ็คในเชียงใหม่ที่ค้างคาไว้

 

‘พิงคนคร’ กับแนวคิดเรื่องการจัดการเมืองเชียงใหม่

นอกเหนือจากความพยายามสานต่อความต่อเนื่องโครงการที่ขาดตอนไปในช่วงที่มีการรัฐประหารปี 2549 ดังที่กล่าวมาข้างต้นแล้ว การจัดตั้งสำนักงานพัฒนาพิงนคร ยังมีที่มาจากแนวคิดการจัดการเมืองเชียงใหม่ด้วย ซึ่งแนวคิดนี้มีมาพร้อมๆ กับโครงการก่อนหน้าการรัฐประหาร หรือเพิ่งมามีที่หลังนั้นมิอาจพิสูจน์ได้ แต่เป็นที่ชัดเจนว่า แนวคิดนี้ถูกนำเสนอต่อสาธารณะเมื่อปลายปี 2555 และค่อนข้างเป็นเอกภาพระหว่างกลุ่มการเมืองที่ครองอำนาจในท้องถิ่น และกลุ่มการเมืองระดับชาติ ซึ่งแน่นอนว่า กลุ่มการเมืองเหล่านี้ก็แยกไม่ออกจากกลุ่มทุนท้องถิ่นและในระดับประเทศ

จุดเริ่มต้นที่ทำให้เราเห็นการก่อตัวของแนวคิดการจัดการเมืองที่ค่อนข้างมีเอกภาพ คือเมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2555 มีการประชุมระดมความคิดเห็นเกี่ยวกับแนวทางการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์การพัฒนาเมืองเชียงใหม่สู่เมืองมรดกแห่งล้านนา (The Glory of Lanna Heritage) โรงแรมเชียงใหม่ออร์คิด จ.เชียงใหม่ [7] ซึ่งมีนางเยาวภา วงศ์สวัสดิ์ ส.ส.เขต 3 เชียงใหม่ ซึ่งขณะนั้นยังอยู่ระหว่างถูกตัดสิทธิทางการเมืองนั่งเป็นประธานข้างนายธานินท์ สุภาแสง ผู้ว่าราชการจังหวัดขณะนั้น พร้อมด้วยนายบุญเลิศ บูรณุปกรณ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงใหม่ นายทัศนัย บูรณุปกรณ์ นายกเทศมนตรีนครเชียงใหม่ ส.ส. และตัวแทนจากหลายหน่วยงาน

ในการประชุมครั้งนั้นมีการนำเสนอโครงการประสานแผนพัฒนาท้องถิ่น ภายใต้ยุทธศาสตร์การบริหารงานของผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่เพื่อทําให้เชียงใหม่เป็นจุดหมายของการท่องเที่ยว การศึกษา การทํางานและการลงทุน และการสร้างสมดุลวิถีชีวิตล้านนากับยุคสมัยปัจจุบัน และรองรับการเข้าสู่ประชาคมอาเซียนในปี 2558 โดยมีข้อเสนอแนวทางการพัฒนาจังหวัดเชียงใหม่ ได้แก่ การยกระดับองค์การมหาชนด้านท่องเที่ยวพื้นที่พิเศษ เชียงใหม่ไนท์ซาฟารี เป็น ‘สำนักงานพัฒนาพิงคนคร’ (ซึ่งขณะนั้นอย่รูะหว่างการยกร่างพระราชกฤษฎีกาของรัฐบาล) โดยจะมีการควบรวมการบริหารเชียงใหม่ไนท์ซาฟารี ศูนย์ประชุมและแสดงสินค้านานาชาติ และอุทยานหลวงราชพฤกษ์หรือพืชสวนโลกเข้าด้วยกันเพื่อสร้างเอกภาพในเชิงการบริหารจัดการด้านท่องเที่ยว

นอกจากนี้ ยังมีการวางกรอบร่วมกันในการพัฒนาเมืองเชียงใหม่ ได้แก่ การพัฒนาระบบขนส่งมวลชนเพื่อลดปัญหาการจราจรติดขัดในเขตเมือง การจัดระบบผังเมืองให้ตอบสนองความต้องการและการใช้ประโยชน์ของเมือง การจัดโซนนิ่งสถานบริการและสถานบันเทิง การนําสายไฟและเคเบิลสื่อสารลงใต้ดิน การพัฒนาคูเมืองที่จะไม่ให้มีการติดตั้งป้ายโฆษณาทุกประเภท ยกเว้นป้ายประชาสัมพันธ์งานเกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์ การปรับภูมิทัศน์รอบคูเมือง และการปลูกตันไม้เพิ่มพื้นที่สีเขียวให้ความร่มรื่น การสร้าง Branding เชียงใหม่ที่คงกลิ่นอายความเป็นล้านนา การพัฒนาข่วงเวียงหรือลานเมือง การแก้ไขปัญหาการบุกรุกกําแพงดิน การพัฒนาโบราณสถานเวียงกุมกาม การนําของดี 25 อำเภอมาจัดแสดงไว้ในศูนย์ประชุมและแสดงสินค้านานาชาติ และการรณรงค์ให้รักษาเอกลักษณ์การแต่งกายพื้นเมืองและอู้กำเมือง

หลังการประชุมครั้งนั้น มีการรับลูกจากทางจังหวัด อบจ, เทศบาลนครเชียงใหม่กันอย่างแข็งขัน

11 กุมภาพันธ์ 2556 ครม.ประกาศจัดตั้งสำนักงานพิงคนคร (องค์การมหาชน) พ.ศ.2556 [8] พัฒนาพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่และพื้นที่ที่เชื่อมโยงหรือต่อเนื่องกับเขตพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ โดยให้ขึ้นตรงต่อสำนักนายกรัฐมนตรี และอยู่ในความดูแลของนายปลอดประสพ สุรัสวดี รองนายกรัฐมนตรี

9 เมษายน 2556 เทศบาลนครเชียงใหม่เสนอร่างเทศบัญญัติคุมตึกสูงฯ [9] โดยทัศนัย บูรณุปกรณ์ นายกเทศมนตรีนครเชียงใหม่ เป็นประธานการประชุมพิจารณาร่างเทศบัญญัติ กำหนดบริเวณห้ามก่อสร้างหรือดัดแปลงอาคารบางชนิด หรือบางประเภท ในท้องที่เขตเทศบาลนครเชียงใหม่ และผ่านมติที่ประชุมในเวลาต่อมา

สาระสำคัญของร่างเทศบัญญัติฉบับนี้ คือ ในสี่เหลี่ยมคูเมือง จะทำให้ตึกมีความสูงไม่เกิน 12 เมตร และรูปแบบของตึกจะต้องมีรูปแบบของสถาปัตยกรรมล้านนา สีของอาคารจะต้องเป็นไปในแนวทางเดียวกัน คือหากเป็นโทนน้ำตาลก็ต้องโทนน้ำตาลเหมือนกัน ส่วนพื้นที่นอกบริเวณสี่เหลี่ยมคูเมืองทุกจุดในจังหวัดเชียงใหม่ จะควบคุมตึกสูง คือจะไม่ให้เกิน 23 เมตร ส่วนบริเวณศาสนสถานสำคัญบางแห่งในรัศมี 200 เมตร ห้ามมิให้ก่อสร้างหรือดัดแปลงอาคารที่มีความสูงเกิน 9 เมตร และศาสนสถานอื่นๆ อีกบางแห่งในรัศมี 100 เมตร ห้ามมิให้ก่อสร้างหรือดัดแปลงอาคารที่มีความสูงเกิน 12 เมตร(รายละเอียดร่างเทศบัญญัติฯ นี้ สามารถโหลดได้ที่ลิงก์ฝากไฟล์ด้านล่าง [10] )

4 พฤษภาคม 2556 บุญเลิศ บูรณุปกรณ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงใหม่ เสนอแนวคิดเรื่องระบบขนส่งมวลชน ดันรถไฟฟ้ารางเดี่ยว มูลค่าโครงการ 8,000 ล้านบาท [11] ระยะเวลาสร้างเสร็จภายใน 5 ปี  โดยแบ่งการเดินรถออกเป็น 2 เส้นทาง เชื่อมต่อในเขต อ.เมือง ระยะทางประมาณ 28 กิโลเมตร จะเริ่มต้นเส้นทางตั้งแต่บริเวณอุทยานหลวงราชพฤกษ์ ปลายทางศูนย์ประชุมและแสดงสินค้านานาชาติเฉลิมพระเกียรติ 7 รอบพระชนมพรรษา โดยผ่านรอบคูเมืองเชียงใหม่และท่าอากาศยานนานาชาติเชียงใหม่ เพื่อรองรับผู้โดยสารและนักท่องเที่ยว

รถไฟฟ้าดังกล่าวจะเป็นรางเดี่ยว ให้บริการเที่ยวละ 3 โบกี้ รองรับผู้โดยสารได้โบกี้ละ 40 คน แต่ละเที่ยวจะรองรับผู้โดยสารได้ 120 คน หากเป็นช่วงเวลาเร่งด่วน จะเพิ่มโบกี้อีก 2 โบกี้ ซึ่งจะรองรับผู้โดยสารได้ 200 คน ความเร็ว 28 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ระยะจอดรถไฟฟ้าทุกๆ 500 เมตร ซึ่งจะกำหนดเวลาและจุดจอดรถไฟฟ้าอย่างชัดเจน เบื้องต้นคาดการณ์ว่า แต่ละรอบจะใช้เวลาไม่เกิน 30 นาที โดยรถไฟฟ้าดังกล่าว จะควบคุมด้วยระบบสัญญาณจราจร เมื่อถึงสี่แยกไฟแดงจะได้รับสิทธิ์ให้ไปก่อนไม่ต้องติดสัญญาณไฟจราจร

หลังแนวคิดนี้ออกมาได้ไม่นานก็ถูกโจมตียับว่า นึกถึงแต่เรื่องท่องเที่ยว จึงถูกปรับให้มี 4 เส้นทางในเวลาต่อมาโดยเชื่อมจากวงแหวนรอบสองเข้ามาในเมือง [12] เริ่มจาก A1 สายสีทอง สนามกีฬา 700 ปี – เชียงใหม่ไนท์ซาฟารี A2 สายสีทับทิม สนามกีฬา 700 ปี-ตลาดสามแยก A3 สายสีไพลิน สวนสัตว์เชียงใหม่-บวกครก A4 สายสีมรกต ท่าแพ-เจริญประเทศ และช้างคลาน

ทั้ง 4 เส้นทางนี้จะครอบคลุมพื้นที่ในเขตเทศบาลเชียงใหม่และเชื่อมต่อไปยังเขตอำเภอรอบนอกของจังหวัดเชียงใหม่ เพื่อให้การเดินทางของคนในพื้นที่และนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติคล่องตัวมากยิ่งขึ้น ซึ่งรถไฟฟ้ารางเดี่ยวที่ว่านี้จะให้บริการเที่ยวละ 3 โบกี้ รองรับผู้โดยสารได้โบกี้ละ 40 คน แต่ละเที่ยวจะรองรับผู้โดยสารได้ 120 คน แต่หากเป็นช่วงเวลาเร่งด่วนจะเพิ่มโบกี้อีก 2 โบกี้ ทำให้รับผู้โดยสารได้ถึง 200 คน โดยใช้ความเร็วเพียงแค่ 28 กิโลเมตร/ชั่วโมง และจะจอดรับผู้โดยสารทุกๆ 500 เมตร โดยกำหนดจุดจอดรถที่ชัดเจน คาดว่าในแต่ละรอบจะใช้เวลาไม่เกิน 30 นาที

 


ภาพ-แผนเส้นทางเชื่อมรถไฟฟ้าโมโนเรล (ที่มา : รายการครอบครัวข่าว 3)

 

นอกจากนี้ ยังได้เสนอแนวคิดในการจัดทำวงแหวนรอบที่ 4 และวงแหวนรอบที่ 5 เพื่อแก้ปัญหาการจราจรบริเวณชานเมืองไม่ให้เข้ามาในตัวเมือง และได้วางแนวทางและสำรวจเส้นทางแล้ว โดยจุดแรกจะเริ่มต้นจาก อ.หางดง อ.สารภี อ.สันกำแพง อ.ดอยสะเก็ด อ.สันทราย และสิ้นสุด อ.แม่ริม ส่วนจุดตัดยังไม่มีการสรุปที่แน่ชัด แต่คาดว่าน่าจะเลยจาก อ.แม่ริมไปเล็กน้อย

17 กรกฎาคม 2556 มีการจัดเสวนาในหัวข้อ ‘เส้นทางสู่มรดกโลก’ เพื่อหาแนวทางผลักดัน ‘เชียงใหม่-ลำพูน’ สู่การเป็นมรดกโลก [13] ซึ่งเป็นโครงการประชุมสัมมนาสืบสานและผลักดันเมืองเชียงใหม่-ลำพูนสู่มรดกโลก ภายใต้โครงการ A Tale of Two Cities (ตำนานสองนคร เชียงใหม่-ลำพูน) ซึ่งได้รับการสนับสนุนเป็นอย่างดีจากทางจังหวัด

ภาพที่นำเสนอ จะเห็นว่า ‘สำนักงานพิงคนคร’ เป็นสับเซตหนึ่งของแนวคิดพัฒนาเมืองเพื่อทำให้เชียงใหม่กลายเป็นจุดหมายของการท่องเที่ยว การศึกษา การทํางาน และการลงทุน ซึ่งแนวคิดนี้นอกจากจะเชื่อมโยงกับโครงการเมกะโปรเจ็คเดิมที่คั่งค้างอยู่แล้ว ยังน่าจะเชื่อมโยงกับนโยบายรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ไม่ว่าจะเป็นการจัดการเมืองให้เชื่อมโยงกับนโยบายรถไฟฟ้าความเร็วสูงที่จะเข้ามา หรือการรวมเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน เพราะนโยบายเหล่านี้จะนำมาซึ่งความความเปลี่ยนแปลงมหาศาล ตั้งแต่มูลค่าพื้นที่ของเมือง จนถึงการเคลื่อนย้ายของคน ซึ่งหากเร่งปรับให้รองรับ และให้เข้าทางกับการประกอบการธุรกิจของกลุ่มตน ย่อมนำมาซึ่งผลกำไรอย่างมหาศาล ดังจะกล่าวรายละเอียดต่อไปในบทท้ายๆ

 

สำนักงานพัฒนาพิงคนคร (องค์การมหาชน): โครงสร้างองค์กรและการบริหาร

สำนักงานพัฒนาพิงคนคร (องค์การมหาชน) หรือ สพค. (Pinkanakorn Development Agency (Public Organization)) เรียกโดยย่อว่า ‘PDA’ เป็นองค์การมหาชนภายใต้การกำกับดูแลของนายกรัฐมนตรี   โดยมีจุดมุ่งหมายในการพัฒนาพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่และพื้นที่ที่เชื่อมโยงหรือต่อเนื่องกับเขตพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อเพิ่มพูนศักยภาพการเป็นแหล่งท่องเที่ยวกับทั้งเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ของประชาชนในพื้นที่ดังกล่าว โดยทดลองดำเนินกิจการ 5 ปี จากนั้นจึงจะมีการประเมินผลความคุ้มค่าอีกครั้ง

พระราชกฤษฎีกาจัดตั้งสํานักงานพัฒนาพิงคนคร (องค์การมหาชน) พ.ศ.2556 [14] ระบุว่า วัตถุประสงค์ในการตั้งสำนักงานนี้ คือ

  1. วางแผน พัฒนา และบริหารจัดการแหล่งท่องเที่ยว ที่พัก ศูนย์ประชุม และกิจการที่ต่อเนื่องเพื่อการ ‘พัฒนาพิงคนคร’ (พิงคนคร หมายถึงจุดมุ่งหมายที่กล่าวข้างต้น)
  2. พัฒนาโครงข่ายการคมนาคม  การขนส่ง และการสาธารณูปโภคเพื่อส่งเสริมภารกิจตามข้อ 1)
  3. ประสานงานและสนับสนุนหน่วยงานภาครัฐ  องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและภาคเอกชนที่เกี่ยวข้องในการพัฒนาพิงคนคร
  4. อนุรักษ์และส่งเสริมศิลปะ จารีตประเพณี  ภูมิปัญญาท้องถิ่น  และวัฒนธรรมอันดีงามของท้องถิ่นในพื้นที่การพัฒนาพิงคนคร
  5. ส่งเสริมให้เกิดการจ้างงานและยกระดับคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ของประชาชนในพื้นที่การพัฒนาพิงคนคร โดยคํานึงถึงการมีส่วนร่วมของประชาชนและชุมชน

และเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ดังกล่าว พรฎ.ฉบับนี้ได้ให้สำนักงานนี้มีอำนาจถือกรรมสิทธิ์ มีสิทธิครอบครอง  และทรัพยสินต่างๆ สามารถทํานิติกรรมได้ทุกประเภท รวมถึงทำข้อตกลงความร่วมมือกับองค์การหรือหน่วยงานอื่นทั้งภาครัฐและภาคเอกชน ทั้งในประเทศและต่างประเทศ สามารถจัดให้มีและให้ทุนเพื่อสนับสนุนการดําเนินงานของสํานักงาน สามารถเข้าร่วมทุนกับนิติบุคคลอื่นในกิจการที่เกี่ยวกับวัตถุประสงค์ของสํานักงาน สามารถกู้ยืมเงินเพื่อประโยชน์ในการดําเนินการตามวัตถุประสงค์ของสํานักงาน และสามารถเรียกเก็บค่าธรรมเนียม  ค่าบํารุง  ค่าตอบแทน  หรือค่าบริการในการดําเนินกิจการตามวัตถุประสงค์ของสํานักงาน (ตามหลักเกณฑ์และอัตราที่คณะกรรมการกําหนด)

งบประมาณ

ในส่วนของงบประมาณและรายได้ มาตรา 9 10  11 และ 12 ของ พรฎ.ฉบับนี้ [15] ระบุโดยมีสาระสำคัญ คือ เงินทุน รายได้ หรือทรัพย์สินของสำนักงานพัฒนาพิงคนครในส่วนของรัฐมาจาก 1) การโอนย้ายทรัพย์สินและงบประมาณของเชียงใหม่ไนท์ซาฟารีที่เดิมอยู่กับที่องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (องค์การมหาชน)   2) เงินอุดหนุนจากรัฐบาล ซึ่งงบประมาณในปี 2557 นั้น อยู่ในวงเงิน 744.3119 ล้านบาท [16]  3) เงินอุดหนุนจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (ไม่บังคับ)

ในส่วนของเอกชน เปิดให้สำนักงานพัฒนาพิงคนคร สามารถรับเงินอุดหนุนจากเอกชน องค์กรจากต่างประเทศหรือองค์การระหว่างประเทศ และเงินหรือทรัพย์สินที่มีผู้อุทิศให้ได้ โดยมีข้อแม้ว่า ต้องไม่สูญเสียความเป็นอิสระและความเป็นกลางของสำนักงาน

ส่วนทรัพย์สินและเงินรายได้อีกส่วน มาจากการดำเนินกิจการของสำนักงานเอง เช่น ค่าธรรมเนียม ค่าบํารุง  ค่าตอบแทน ค่าบริการ ฯลฯ โดยรายได้เหล่านี้ไม่ต้องส่งคืนให้รัฐ

โครงสร้างการบริหาร

โครงสร้างองค์กร ตามพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งสํานักงานพัฒนาพิงคนคร(องค์การมหาชน) พ.ศ. 2556[17] กำหนดให้มีคณะกรรมการบริหาร เรียกว่า ‘คณะกรรมการบริหารการพัฒนาพิงคนคร’  รวม 11 คนประกอบไปด้วย

  1. ประธานกรรมการซึ่งคณะรัฐมนตรีแต่งตั้ง
  2. กรรมการโดยตําแหน่งจํานวนสามคน ได้แก่ ผู้อํานวยการสํานักงบประมาณ ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ และนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงใหม่
  3. กรรมการซึ่งคณะรัฐมนตรีแต่งตั้งจากภาคเอกชนในพื้นที่การพัฒนาพิงคนครจํานวนสามคน
  4. กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ  จํานวนไม่เกินสามคน  ซึ่งคณะรัฐมนตรีแต่งตั้งจากผู้มีความรู้ความเชี่ยวชาญ และประสบการณ์เป็นที่ประจักษ์ในด้านการบริหารจัดการ  การเกษตร  การพัฒนาสังคมกฎหมาย การท่องเที่ยว สิ่งแวดล้อม การอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติ การประชุม หรือด้านอื่นที่เกี่ยวข้องและเป็นประโยชน์ต่อกิจการของสํานักงาน  โดยในจํานวนนี้ต้องเป็นผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งมิใช่ข้าราชการหรือผู้ปฏิบัติงานในหน่วยงานของรัฐที่มีตําแหน่งหรือเงินเดือนประจําร่วมอยู่ด้วย
  5. ผู้อำนวยการที่ถูกแต่งตั้งจากคณะกรรมการชุดนี้  (ดูผังประกอบ)

ซึ่งประธานกรรมการและกรรมการมีวาระดำรงตำแหน่ง 4 ปี ดำรงตำแหน่งไม่เกินสองวาระติด

ในช่วงโยกย้ายข้าราชการปลายปี 2556 ครม.ได้อนุมัติแต่งตั้งคณะกรรมการบริหารการพัฒนาพิงคนคร จำนวน 7 ราย ตามที่สำนักงานพัฒนาพิงคนคร (องค์การมหาชน) [18] เสนอ ได้แก่ 1.นายอุดม พัวสกุล เป็นประธานกรรมการ 2.นางชูจิรา กองแก้ว เป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ 3.นายโชติศักดิ์ อาสภวิริยะ เป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ 4.น.ส.เสาวนีย์ จิรพวุฒิกุล เป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ 5.นายชัยธวัช เสาวพนธ์ เป็นกรรมการภาคเอกชน 6.นางอรกนงค์ มณีกาญจน์ เป็นกรรมการภาคเอกชน และ 7.นายโชติโรจน์ วงศ์วรรณ เป็นกรรมการภาคเอกชน มีผลตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค. เป็นต้นไป

 


ภาพแผนผังคณะกรรมการบริหารการพัฒนาพิงคนคร 
[19]

 

‘คณะกรรมการบริหารการพัฒนาพิงคนคร’ มีอํานาจหน้าที่ควบคุมดูแลสํานักงานให้ดําเนินกิจการให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ ที่กําหนดไว้  อาทิ กําหนดนโยบายการบริหารงานและให้ความเห็นชอบแผนการดําเนินงานของสํานักงาน   อนุมัติแผนการลงทุน แผนการเงิน โครงการ  และงบประมาณประจําปีของสํานักงาน ให้ความเห็นชอบหลักเกณฑ์การจัดเก็บและอัตราค่าธรรมเนียม  ค่าบํารุง  ค่าตอบแทน หรือค่าบริการในการดําเนินกิจการของสํานักงาน ควบคุมดูแลการดําเนินงานและการบริหารงานทั่วไป ตลอดจนออกระเบียบ ข้อบังคับ ประกาศ เป็นต้น

ในส่วนของการบริหารนั้น คกก.พิงคนคร จะแต่งตั้งผู้อำนวยการสำนักงาน และผู้อำนวยการสำนักงาน แต่งตั้งรองผู้อำนวยการ (โดยความเห็นชอบจากคณะกรรมการ) อีกครั้งหนึ่ง

จากนั้นวางแผนการบริหารโดยจ้างเจ้าหน้าที่หรือลูกจ้าง (ผู้ซึ่งปฏิบัติงานโดยได้รับเงินเดือนหรือค่าจ้างจากงบประมาณของสํานักงาน) ที่ปรึกษาหรือผู้เชี่ยวชาญ (ผู้ซึ่งสํานักงานจ้างให้ปฏิบัติหน้าที่เป็นที่ปรึกษาหรือผู้เชี่ยวชาญโดยมีสัญญาจ้าง) และเจ้าหน้าที่ของรัฐซึ่งมาปฏิบัติงานของสํานักงานเป็นการชั่วคราว เพื่อขับเคลื่อนนโยบายตามแผนงานต่างๆ

ในการบริหารนั้น ผู้อํานวยการมีหน้าที่บริหารกิจการของสํานักงานให้เป็นไปตามกฎหมาย วัตถุประสงค์ของสํานักงาน ระเบียบ ข้อบังคับ ข้อกําหนด นโยบาย มติ และประกาศของคณะกรรมการ และเป็นผู้บังคับบัญชาเจ้าหน้าที่และลูกจ้างทุกตําแหน่ง  เว้นแต่ผู้ดํารงตําแหน่งผู้ตรวจสอบภายใน รวมถึงต้องเสนอแผนงาน เป้าหมาย และโครงการต่อคณะกรรมการทุกปี พร้อมทั้งเสนอรายงานประจําปีเกี่ยวกับผลการดําเนินงานด้านต่าง ๆ ของสํานักงาน  และความเห็นเกี่ยวกับการปรับปรุงกิจการและการดําเนินงานของสํานักงานให้มีประสิทธิภาพ รวมทั้งรายงานการเงินและบัญชี  ตลอดจนเสนอแผนการเงินและงบประมาณของปีต่อไปต่อคณะกรรมการเพื่อพิจารณาด้วย

 


ภาพโครงสร้างการบริหารของสำนักงานพัฒนาพิงคนคร ตามที่บัญญัติไว้ในพรก.ฯและปรากฏ ณ ตอนนี้

 

การตรวจสอบ

ในหมวด 5-6 ของ พรฎ.ฯ [20]  ระบุให้มีการตรวจสอบภายในเกี่ยวกับการเงิน  การบัญชี  และการพัสดุของสํานักงาน  ตลอดจนรายงานผลการตรวจสอบให้คณะกรรมการทราบอย่างน้อยปีละครั้ง

ในการตรวจสอบภายใน ให้มีผู้ปฏิบัติงานของสํานักงานทําหน้าที่เป็นผู้ตรวจสอบภายในโดยเฉพาะ และให้รับผิดชอบขึ้นตรงต่อคณะกรรมการตามระเบียบหรือข้อบังคับที่คณะกรรมการกําหนด

และในทุกรอบปี ให้สํานักงานการตรวจเงินแผ่นดิน หรือบุคคลภายนอกตามที่คณะกรรมการแต่งตั้งโดยความเห็นชอบของสํานักงานการตรวจเงินแผ่นดินเป็นผู้สอบบัญชีและประเมินผลการใช้จ่ายเงินและทรัพย์สินของสํานักงาน  โดยให้แสดงความคิดเห็นเป็นข้อวิเคราะห์ว่า การใช้จ่ายดังกล่าวเป็นไปตามวัตถุประสงค์ ประหยัด และได้ผลตามเป้าหมายเพียงใด  แล้วทําบันทึกรายงานผลการสอบบัญชีเสนอต่อคณะกรรมการ

นอกจากนี้ ให้สํานักงานจัดให้มีการประเมินผลการดําเนินงานตามระยะเวลาที่คณะกรรมการกําหนด แต่ต้องไม่นานกว่า 3 ปีและต้องจัดทําโดยสถาบัน  หน่วยงาน  องค์กร  หรือคณะบุคคลที่เป็นกลางและมีความเชี่ยวชาญในด้านการประเมินผลการดําเนินงาน โดยมีการคัดเลือกหรือแต่งตั้งตามวิธีการที่คณะกรรมการกําหนด

ด้านการกำกับดูแล มาตรา 38 -39 ระบุว่า ให้รัฐมนตรีมีอํานาจหน้าที่กํากับดูแลการดําเนินกิจการของสํานักงานให้เป็นไปตามกฎหมาย และให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของการจัดตั้งสํานักงาน  นโยบายของรัฐบาล และมติของคณะรัฐมนตรีที่เกี่ยวกับสํานักงาน โดยให้รัฐมนตรีมีอํานาจสั่งให้สํานักงานชี้แจงแสดงความคิดเห็น ทํารายงาน หรือยับยั้งการกระทําของสํานักงานที่ขัดต่อวัตถุประสงค์ของการจัดตั้งสํานักงาน นโยบายของรัฐบาลหรือมติของคณะรัฐมนตรีที่เกี่ยวกับสํานักงาน ตลอดจนสั่งสอบสวนข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการดําเนินการของสํานักงานได้

นอกเหนือจากโครงสร้างดังกล่าว นายอุดม พัวสกุล ประธานคณะกรรมการบริหารการพัฒนาพิงคนคร ยังเปิดเผยถึงแผนงานในการบริหารของคณะกรรมการ ภายหลังการประชุมคณะกรรมการบริหารครั้งแรกเมื่อวันที่ 11 ตุลาคม 2556 [21] ว่า แนวคิดการจัดตั้งสำนักงานพัฒนาพิงคนคร (องค์การมหาชน) เกิดขึ้นเนื่องจากรัฐบาลเล็งเห็นว่าจังหวัดเชียงใหม่มีศักยภาพในการพัฒนาด้านการท่องเที่ยวและด้านอื่นๆ เพื่อก่อให้เกิดรายได้ อย่างไรก็ตามหากใช้กระบวนการดำเนินงานตามปกติอาจจะทำให้การพัฒนาไม่ต่อเนื่อง จึงมีแนวคิดในการจัดตั้งองค์การมหาชนเข้ามาดูแลเพื่อให้การทำงานเกิดความคล่องตัวและต่อเนื่อง

“ในเบื้องต้นสำนักงานพัฒนาพิงคนครจะเป็นเหมือนบริษัทแม่ โดยมีบริษัทลูกในเครือ 2 องค์กร ได้แก่ เชียงใหม่ไนท์ซาฟารี และศูนย์ประชุมและแสดงสินค้านานาชาติเฉลิมพระเกียรติ 7 รอบพระชนมพรรษา ซึ่งหน้าที่ของสำนักงานพัฒนาพิงคนคร คือทำให้องค์กรที่อยู่ในสังกัดมีความแข็งแรงและสามารถเลี้ยงดูตนเองได้ รวมทั้งพัฒนาให้ไปสู่จุดหมายทั้งในด้านการท่องเที่ยวและด้านอื่นๆ อีกหลายด้านตามที่รัฐบาลกำหนดไว้ และในอนาคตก็จะมีการนำองค์กรอื่นๆ เข้ามาอยู่ในสังกัดเพิ่มขึ้นอีกตามความเหมาะสม”

โปรดติดตามตอนต่อไป  เจาะองค์การมหาชน ‘พิงคนคร’ (2) : ปฏิบัติการทางอำนาจ: ความเหลื่อมซ้อนระหว่างอำนาจส่วนกลาง-ภูมิภาค-ท้องถิ่น?-รอยปะทะและความขัดแย้ง กรณีสวนสัตว์เชียงใหม่ ข่วงหลวงเวียงแก้ว กระเช้าลอยฟ้า

 

อ้างอิง:

  1. สิริมงคล จันทร์ขาว. 2549. เมื่อ  ‘ทักษิณ’…ทําผิด ‘ทักษา’.. ความ ‘ขึด’ จึงบังเกิด. แหล่งที่มา :http://www.thaingo.org/cgi-bin/content/content2/show.pl?0399. 3 พฤศจิกายน 2556
  2. ประชาธรรม. 2550. คนเชียงใหม่ถกแนวทางจัดการพื้นที่พืชสวนโลก. แหล่งที่มา :http://www.prachatham.com/detail.htm?code=n6_06032007_02 . 3 พฤศจิกายน 2556
  3. ประชาธรรม. 2550. ฮักเจียงใหม่แนะ ‘ปิดไนท์ซาฟารี’ ระบุระยะยาวได้ไม่คุ้มเสีย. แหล่งที่มา :http://www.prachatham.com/detail.htm?code=n1_30112007_01 . 3 พฤศจิกายน 2556
  4. องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (องค์การมหาชน). 2546. แหล่งที่มา.http://www.dasta.or.th/th/aboutus.html . 4 พฤศจิกายน 2556
  5. พระราชบัญญัติองค์การมหาชน พ.ศ. 2542.  (2542,13 กุมภาพันธ์).  ราชกิจจานุเบกษา. เล่ม 116  ตอนที่ 9ก.,  หน้า 5-16.
  6. เรื่องเดียวกันกับเชิงอรรถที่ 5
  7. สำนักประชาสัมพันธ์เขต 3 เชียงใหม่. 2555. เชียงใหม่ถกยุทธศาสตร์ขับเคลื่อนการพัฒนาเมืองเชียงใหม่สู่เมืองมรดกแห่งล้านนา (The Glory of Lanna Heritage ). แหล่งที่มา :http://region3.prd.go.th/ct/news/viewnews.php?ID=121021165908 . 4 พฤศจิกายน 2556
  8. วิกิพีเดีย. 2556. สำนักงานพัฒนาพิงคนคร (องค์การมหาชน). แหล่งที่มา :http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AA%E0%B8%B3%E0%B8%99%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%87%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%9E%E0%B8%B1%E0%B8%92%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%9E%E0%B8%B4%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B8%99%E0%B8%84%E0%B8%A3_(%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B9%8C%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%8A%E0%B8%99). 4 พฤศจิกายน 2556
  9. ASTVผู้จัดการออนไลน์. 2556. ทน.เชียงใหม่ขยับคุมตึกสูง เดินหน้าร่างเทศบัญญัติแล้ว. แหล่งที่มา :http://www.manager.co.th/Local/ViewNews.aspx?NewsID=9560000043449 . 4 พฤศจิกายน 2556
  10. ทัศนัย บูรณุปกรณ์.  2556. ร่างเทศร่างเทศบัญญัติเรื่องกำหนดบริเวณห้ามก่อสร้าง หรือดัดแปลง อาคารบางชนิดหรือบางประเภทในท้องที่เขตเทศบาลนครเชียงใหม่ ฯ.http://www.4shared.com/office/bHp0CxY7/__online.html . 5 ตุลาคม 2556
  11. คมชัดลึกออนไลน์. 2556. 'บุญเลิศ'ขายฝัน'รถไฟฟ้ารางเดี่ยว'. แหล่งที่มา :http://www.komchadluek.net/detail/20130504/157601/%E0%B8%9A%E0%B8%B8%E0%B8%8D%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B8%B4%E0%B8%A8%E0%B8%82%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%9D%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%A3%E0%B8%96%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%9F%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%94%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%A2%E0%B8%A7.html. 4 พฤศจิกายน 2556
  12. ครอบครัวข่าวสาม. 2556. สกู๊ป..ขายฝันระบบขนส่งมวลชนเชียงใหม่. แหล่งที่มา :http://www.krobkruakao.com/%E0%B8%82%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%A1%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%87/76625/%E0%B8%AA%E0%B8%81%E0%B8%B9%E0%B9%8A%E0%B8%9B–%E0%B8%82%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%9D%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%9A%E0%B8%9A%E0%B8%82%E0%B8%99%E0%B8%AA%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B8%A1%E0%B8%A7%E0%B8%A5%E0%B8%8A%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8%8A%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%87%E0%B9%83%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B9%88.html. 4 พฤศจิกายน 2556
  13. ASTVผู้จัดการออนไลน์. 2556.  เชียงใหม่จัดเสวนานำร่อง ‘เชียงใหม่-ลำพูน’ มรดกโลก นักวิชาการแนะต้องเตรียมพร้อมหลายด้าน. แหล่งที่มา : http://www.manager.co.th/Local/ViewNews.aspx?NewsID=9560000087677&Html=1&TabID=3& . 4 พฤศจิกายน 2556
  14. อ้างแล้ว
  15. อ้างแล้ว
  16. พระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2557. (2556,11 ตุลาคม). เล่ม 130 ตอนที่ 93ก, หน้า 6.
  17. อ้างแล้ว
  18. มติครม.1 ตุลาคม 2556. ‘การแต่งตั้งกรรมการในคณะกรรมการบริหารการพัฒนาพิงคนคร’
  19. เขียนขึ้นโดยผู้เขียนจากการอ่านพรก.ฉบับนี้
  20. อ้างแล้ว
  21. ASTVผู้จัดการออนไลน์. 2556.  ปธ.บอร์ด ‘พิงคนคร’ แจงยังไม่คุยเรื่องโอนย้ายสวนสัตว์เชียงใหม่-ดูแค่ไนท์ซาฟารี-ศูนย์ประชุมฯ. แหล่งที่มา : http://www.manager.co.th/Local/viewnews.aspx?NewsID=9560000128074 . 8 พฤศจิกายน 2556

 

โครงการให้ทุนเพื่อทำข่าวเชิงลึกได้รับการสนับสนุนทุนจากโครงการสะพาน โดยการสนับสนุนจากองค์กรเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศของสหรัฐอเมริกา โดยเปิดรับสมัครผู้สนใจเสนอประเด็นเพื่อขอรับทุนตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2556 โดยคณะกรรมการได้คัดเลือกประเด็นจำนวน 41 ประเด็น จากผู้สมัครเข้าขอรับทุนทั้งหมด 39 ราย จนได้ผู้มีสิทธิได้รับทุนจำนวน 10 ราย และผ่านเกณฑ์มาตรฐานเพียงพอที่จะนำเผยแพร่จำนวน 8 ประเด็น  โดยเว็บไซต์ประชาไทได้ทยอยนำขึ้นเผยแพร่ ดังปรากฏอยู่ในหน้านี้แล้ว

 

http://prachatai.com/journal/2014/04/52780

 

Permanent link to this article: http://npcusa.info/2014/04/20/%e0%b9%80%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%b0-%e0%b8%9e%e0%b8%b4%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%99%e0%b8%84%e0%b8%a3-1-%e0%b9%81%e0%b8%99%e0%b8%a7%e0%b8%84%e0%b8%b4%e0%b8%94-%e0%b8%ad/

ลักษณะเฉพาะของการเมืองไทยยุคปลุกระดม :ความขัดสนทางภาษา

ลักษณะเฉพาะของการเมืองไทยยุคปลุกระดม :ความขัดสนทางภาษา       


 

เกริ่นนำ

ฤาสมมติฐานที่ว่า “เหตุผลใช้ไม่ได้กับเมืองไทยจะเป็นจริง?”  จากปรากฏการณ์ทางการเมืองที่ดำเนินไปอย่างไร้รูปแบบ สะเปะสะปะ และหาความเอาแน่เอานอนทางตรรกะไม่ได้ ทำให้เกิดข้อสงสัยทางทฤษฎีมากมาย ที่ตลกไปกว่านั้น ขณะที่บรรดานักวิชาการพร้อมทั้งผู้สันทัดกรณีทั้งหลายกำลังพร่ำพูดกันเพื่อแสวงหาความเป็นไปได้ต่างๆนานาพลันกลับมีความสูญเสียเกิดขึ้นกับพี่น้องประชาชนอย่างต่อเนื่อง เรื่องแบบนี้ดูเหมือนจะไม่มีเหตุผลและไม่มีที่มาที่ไป  น่าสนใจว่า ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นไม่อาจอธิบายอะไรให้สวยหรูได้ นอกจากสบถแช่งฟ้าแช่งฝนไปตามอารมณ์ของผู้ที่ร่วมสูญเสีย กล่าวคือ "เมื่อเกลียดใครแล้ว ก็จะจงเกลียดจงชังอยู่อย่างนั้น ไม่มีเหตุผล"คำถามมีว่า ปัญหาสำคัญเช่นนี้ควรจะมีการอภิปรายอย่างไรเพื่อให้เกิดความเข้าใจรากฐานแท้จริงของปัญหา จะมีแนวทางใดบ้างที่จะจับให้มั่นคั้นให้ตายกับความเอาแน่เอานอนไม่ได้แบบนี้  แล้วเครื่องมือทางสังคมศาสตร์ในยุคปัจจุบันมีเพียงพอหรือไม่ที่จะรื้อถอนปัญหาเชิงโครงสร้างดังกล่าวออกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย ซึ่งการรื้อถอนเช่นนี้จะช่วยให้เราค้นพบชิ้นส่วนอันเป็นลักษณะเฉพาะของปัญหาในประเทศไทย อาจกล่าวแบบติดตลกได้ว่า ปัญหานั้นเราอาจพบ แต่เราคงต้องชั่งใจด้วยว่าจะพูดได้หรือไม่?

เนื้อหา 

ข้อสมมติฐานหนึ่งจากการถอดรื้อที่น่าสนใจ คือ “ความเป็นไปของภาษา”

(1) สงครามน้ำลายไพร่ไซเบอร์

การต่อสู้ด้วยคีย์บอร์ดในที่ลับเป็นความเชี่ยวชาญที่คนไทยหมกมุ่นเป็นพิเศษ ที่สำคัญเป็นบ่อเกิดแห่งความวิปริตผิดปกติในระดับที่ซับซ้อนด้วย ซึ่งการปลุกระดมคนให้เคียดแค้นและโหมกระพือไฟแห่งความเกลียดชังกลายเป็น  Target หรือ เป้าหมาย ที่ต้องบรรลุผลให้ได้เชิงการตลาด ความที่โลกออนไลน์มีธรรมชาติเป็นโลกแห่งการผลิตซ้ำอยู่แล้วจึงทำให้ข่าวลือ ข่าวลวง เกิดง่ายเหมือนไฟลามทุ่ง โดยที่ไม่จำเป็นต้องรู้ว่าเรื่องจริงเป็นอย่างไร คนไทยสรุปเป็นว่ามีกลิ่นคาวก็พร้อมส่งต่อข้อมูลทันที ข้อนี้เป็นพฤติกรรมทางจิตวิทยาที่น่าสังเกตเป็นพิเศษ เพราะสะท้อนกลับไปถึงระบบทาสในอดีตที่วรรณกรรมไทยมักวางตัวละครประเภทบ่าวไพร่ให้มีกลุ่มหนึ่งต้องเป็นไพร่สอพลอขี้นินทา และเมื่อถูกดัดแปลงเป็นละครจอแก้ว ตัวละครแบบนี้ก็จะปรากฏให้เห็นในทุกเรื่องไปไม่ว่าจะน้ำดีหรือน้ำเน่า ถึงแม้จะกลายเป็นละครยุคใหม่แล้วก็ตาม บ่าวไพร่เหล่านั้นราวกับกลับชาติมาเกิดเพื่อต่อยอดพฤติกรรมผิดปกติที่ถอดแบบมาจากสมัยทาส คือ“ช่างนินทาเจ้านาย และข่มเหงผู้อื่นในนามเจ้านาย” การปรากฏซ้ำของตัวละครเช่นนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญทางวรรณกรรม แน่นอนมันเป็นแรงบันดาลใจในยุคที่ใครๆ สามารถพิมพ์อะไรก็ได้ หลายต่อหลายคนเสพติดดราม่าออนไลน์ไม่ต่างจากติดละครน้ำเน่า ความหมกมุ่นดังกล่าวทำให้โลกออนไลน์มีอิทธิพลครอบงำวิถีชีวิตประจำวันของชนชั้นกลางไทย จะเริ่มเห็นชัดเจนขึ้นทุกทีว่า ใครก็ตามที่อยู่กับดราม่าออนไลน์ชนิดที่เรียกว่าเสพติด มักจะห่างเหินจากโลกแห่งความเป็นจริงเข้าไปทุกที หลายต่อหลายคนกล้าแสดงความไร้น้ำใจต่อเพื่อนมนุษย์ด้วยกันอย่างหน้าตาเฉย (ทั้งที่ในชีวิตจริงเขาไม่เคยแสดงออกอย่างนั้นเลยก็ตาม) keyword สำคัญที่เราอาจสรุปแนวโน้มของคนไทยกลุ่มนี้ คือ หน้าไหว้หลังหลอก ลิงหลอกเจ้า ดีแต่ปาก ฯลฯ แต่ซับซ้อนกว่านั้น Keyword ดังกล่าวถูกทำให้ความหมายเดิมของสำนวนพร่าเลือนไป เพราะข้อจำกัดบางอย่าง

(2)ดราม่าที่เต็มไปด้วยความขัดสนทางภาษา

ความขัดสนทางภาษาความจำกัดจำเขี่ยของคลังคำทำให้เกิดปัญหาอย่างแท้จริงในทางปฏิบัติ เพราะอารมณ์ที่พลุ่งพล่านเก็บกดควรจะควบคู่กับช่องทางระบายออกที่ได้สัดส่วนกัน แต่ชนชั้นกลางบางส่วนรักที่จะใช้ภาษาเป็นช่องทางระบายออก ทั้งที่มีทักษะการใช้ภาษาน้อยเหลือเกิน (แม้ว่าจะได้รับการศึกษามา)ในขณะที่ชาวบ้านแต่เดิมอาจใช้ช่องทางอื่นอย่าง การร้องรำทำเพลง(ซึ่งปรากฏว่ารุ่มรวยทางภาษามากกว่า) หรือไม่เช่นนั้น ก็ไปลงกับเหล้า หรือ เข้ามุ้ง ให้มันจบความเก็บกดไปจึงความผิดปกติดังกล่าวได้กลายเป็นการซ้ำคำ ซ้ำความ ซ้ำซาก ที่สุดเป็นการทำลายความหมายของสำนวนเดิมให้พร่าเลือนไปทั้งสิ้น เป็นต้น คุณจะกล่าวหาว่าคนนี้ดีแต่ปาก ที่จริงแล้วคุณอาจจะแค่หาคำอื่นมาด่าไม่ได้ด้วยเพราะจนปัญญาในถ้อยคำ สุดท้ายแล้วสมมติว่าจะใช้ตัวนับทางคอมพิวเตอร์ เช่นโปรแกรมนับคำซ้ำ คุณอาจพบก็ได้ว่า คำที่คุณพิมพ์ในโลกออนไลน์บ่อยที่สุด หรือคำพูดที่ปรากฎในการปราศรัยบ่อยที่สุด อาจเป็นคำที่คุณร่วมกันกับชาวดราม่าทั้งปวงทำลายความหมายให้พร่าเลือนไปเสียเองก็ได้ จากนั้นพอคุณใช้คำนี้อีก ความหมายของมันไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป และผู้ที่รับสารเข้าไปก็ไม่จำเป็นต้องเข้าใจตรงกันกับคุณอีกต่อไป เพราะธรรมชาติของภาษาย่อมเลื่อนไหล โชคร้ายตรงที่การกระทำนั้นเกิดขึ้นโดยไม่รู้ตัว แต่ผลร้ายเกิดขึ้นอย่างใหญ่หลวงนั่นคือ “จะไม่มีวันเจรจากันได้อีก”เมื่อคู่ขัดแย้งผู้ยากจนทางภาษาใช้คำเดียวกันแต่ในความหมายและบริบทที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง เป็นต้น คำว่า “ความเท่าเทียม”, “ไพร่”, “ประชาธิปไตย” ซึ่งเราไม่เรียกความจำกัดจำเขี่ยนี้ว่า “วัฒนธรรมหรืออารยธรรม” แต่เราจะเรียกมันว่า “อนารยะ” เพราะไม่ว่ามันเป็นประโยคเหน็บแหนมที่เรียกเสียงโห่ฮาเพียงใด รากฐานของมันคือการซ้ำคำ ซ้ำความที่มีข้อจำกัดในตัวเองทั้งสิ้น ขณะที่ ชนชั้นล่างกลับรุ่มรวยทางภาษาอย่างน่าแปลก ไม่ใช่เพราะการศึกษา แต่เพราะภาษามีธรรมชาติรุ่มรวยในตัวมันเอง ใครที่ใช้มันตามธรรมชาติย่อมพบวิธีการที่จะใช้ให้บรรลุวัตถุประสงค์ได้อย่างน่าสนใจ สังเกตได้จากบทกวีข้างถนน บทเพลงของชาวบ้านแต่โบราณมา เราสรุปแบบนี้ก็ไม่ผิดว่า ภาษาที่รุ่มรวยมักแฝงด้วยหนทางแก้ปัญหาไว้ด้วยธรรมชาติแห่งการเชื่อมโยงของคำแต่ละคำ แต่ปัจจุบันกลับกลายเป็นว่า ภาษาคือเครื่องมือแห่งความแตกแยก เนื่องจากไม่สามารถเชื่อมโยงให้คำและความลงรอยกันได้เลย ซึ่งความไม่ลงรอยนี้เอง คือ ความขัดสนทางภาษา

(3)ระบอบทุนสมบูรณ์กับเหยื่อที่ไม่รู้ตัว

ศาสนาพุทธถูกอ้างว่าเป็นศาสนาประจำชาติ มีคำสอนที่โดดเด่นว่าด้วย “สติสัมปชัญญะ” แต่กลายกลับเป็นว่า คนไทยผู้เปิดรับกระแสวัฒนธรรมที่พร่างพรมเข้ามาอย่างไม่มีประมาณผ่านบรรษัททุน มีพ่อค้าคนกลาง ครอบครัวของพ่อค้าคนกลาง ผู้ถือหุ้นและจัดสรรดั่งพรหมอำนวยให้คนไทยจับจ่ายใช้สอยพลอยเป็นหนี้กันถ้วนหน้า โดยคนไทยไม่รู้เนื้อรู้ตัวมาก่อนเลยว่า ตนเองเป็นเหยื่อของระบอบทุนสมบูรณ์อยู่ก่อนแล้ว ก็คนไทยทั้งหลายเป็นผู้ถูกกระทำโดยชนชั้นปกครองทั้งนั้น เมื่อชนชั้นปกครองรับอะไรเข้ามาก็เป็นว่าชนชั้นที่ด้อยฐานะทางเศรษฐกิจกว่าเป็นอันน้อมรับเข้าไปด้วย เพราะแรงจูงใจที่อยากจะก้าวขึ้นเป็นเจ้าคนนายคนกับเขาบ้าง ดังนั้น มันไม่ได้มีเพียงแค่หนึ่งคนโกง หรือหนึ่งครอบครัวโกง แต่มันคือ “ผังคนโกง” ซึ่งเป็นเครือข่ายแห่งความสมประโยชน์กันอย่างขูดรีดบนพื้นฐานที่ฉาบทาด้วยการป่าวประกาศว่าตนเองดำรงความดีงามตามคติพุทธศาสนา ดังนั้น หากเราคิดว่า เราตื่นรู้อยู่อย่างอารยะจริง ความกล้าที่จะออกแบบ “ผังล้มคนโกง”ต่างหากจึงเป็นหลักฐานที่ยืนยันความศิวิไลซ์ แต่โดยส่วนตัวผู้เขียนคิดว่า เป็นไปไม่ได้ที่จะกระทำเช่นนั้น ดังนั้น เมื่อเป็นไปไม่ได้ที่จะสืบสาวแก่นรากแห่งความคดโกงที่ว่า เพราะว่ามันได้แทรกซึมอยู่ใน Products และ Packages ต่างๆของชีวิตไปเสียแล้ว สิ่งที่อาจทำได้และง่ายกว่าคือ การลดจำนวนพวกที่โกงอย่างสุดลิ่มทิ่มประตู และการลดจำนวนพวกที่โกงแล้วแสร้งทำเป็นคนดีประเสริฐ ให้เหลือแต่พวกที่ตรงไปตรงมา พอยอมรับได้ และแฟร์พอที่จะเข้าไปต่อรองหรือขอแบ่งปันทรัพยากรให้แก่ผู้ที่ยังขัดสน
แต่ปมเขื่องที่ทำให้เกิดภาพมายาคติทั้งหมดนั่น คือ “ภาษา”  พูดโดยง่าย คือ เพราะรู้ภาษาไม่รอบคอบก็เลยโดนคนมีวาทศิลป์หลอกเอาได้ ก็พลอยเคลิบเคลิ้มหมดเนื้อหมดตัวไปกับลัทธิเอกบุรุษ ลัทธิสถาบัน ร่างทรง องค์อวตารต่างๆ เพราะคำพูดสวยๆ หรูๆ แต่ขาดความรุ่มรวยทางภาษาแบบนี้เอง มันสะกดจิต ! และไม่ทำให้ชีวิตดีขึ้น เพราะมันซ้ำ

ก็การใช้ภาษานี้เองไม่ใช่หรือ ที่ทำให้มีคนตายและติดคุก
ก็การใช้ภาษานี้เองไม่ใช่หรือ ที่ทำให้คนจนยังถูกกดหัวอยู่ทุกวันนี้
ก็การใช้ภาษานี้เองไม่ใช่หรือ ที่เบียดเบียนความเป็นไปของพลวัตในสังคม
ลองย้อนกลับไปเมื่อวัยเยาว์ อะไรเล่าคือประโยคความซับซ้อน (สังกรประโยค)?

 

http://prachatai.com/journal/2014/04/52796

Permanent link to this article: http://npcusa.info/2014/04/20/%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%93%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%89%e0%b8%9e%e0%b8%b2%e0%b8%b0%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%80%e0%b8%a1%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%87/

ปชป.ยันไม่ขวางการเลือกตั้ง ไม่ว่าพรรคจะลงหรือไม่

 ปชป.ยันไม่ขวางการเลือกตั้ง ไม่ว่าพรรคจะลงหรือไม่               

Sun, 2014-04-20 20:39

 

‘องอาจ’ รอง หน.ปชป. ชี้ต้องทำให้การเลือกตั้งได้รับการยอมรับจากทุกฝ่ายก่อน นำ 2 ก.พ.มาเป็นบทเรียน ยันไม่ขวางการเลือกตั้ง ไม่ว่าพรรคจะลงหรือไม่ อัด ‘เพื่อไทย’ ดิสเครดิตองค์กรอิสระ หวังซื้อเวลายื้ออำนาจ 

20 เม.ย.2550 ที่พรรคประชาธิปัตย์ นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.)เชิญพรรคการเมืองต่างๆ ร่วมหารือถึงการเลือกตั้งใหม่ในวันที่ 22 เม.ย.นี้ ว่า สังคมไม่อยากเห็นการเลือกตั้งเป็นโมฆะอีกครั้ง ดังนั้นการหารือจึงไม่ควรเป็นการหารือว่าจะต้องเลือกตั้งภายใน 45 หรือ 60 วัน หรือภายในวันที่15มิ.ย.นี้ ตามที่มีการออกมาระบุ เพราะการกำหนดวันเลือกตั้งที่ไม่มีหลักประกันว่าจะไม่เกิดปัญหา ก็ไม่เกิดประโยชน์ใดๆ แต่ต้องทำให้การเลือกตั้งได้รับการยอมรับจากทุกฝ่ายก่อน หากยังไม่ได้รับการยอมรับไม่ว่าพรรคประชาธิปัตย์จะลงสมัครหรือไม่ลงสมัครก็ไม่เกิดประโยชน์กับบ้านเมืองเพราะเชื่อว่า หนังม้วนเก่าการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 2 ก.พ.จะย้อนกลับมาคือมีคนคัดค้านจนการเลือกตั้งเป็นโมฆะอีก และอาจเป็นการเลือกตั้งที่วิกฤตมากกว่าวันที่ 2 ก.พ.อีก

รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่าการเลือกตั้งจะต้องอยู่บนพื้นฐาน 5 ประการคือ 1. ทุกฝ่ายมีความจริงจัง และจริงใจ 2. แสดงเจตนารมณ์ร่วมกันโดยยึดประโยชน์ส่วนรวมเป็นหลักไม่มีประโยชน์แอบแฝง 3.นำผลการเลือกตั้ง 2ก.พ. 57 ที่ศาลรัฐธรรมนูญ ชี้ว่า เป็นโมฆะมาเป็นบทเรียนเพื่อไม่ให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะอีก 4. ต้องอยู่บนพื้นฐานของการเสียสละจากของหลายฝ่าย และ 5. รัฐบาลและ กกต.ต้องให้ความมั่นใจว่า การเลือกตั้งบริสุทธิ์เที่ยงธรรม ไม่มีความรุนแรง โดยพื้นฐานเหล่านี้จะทำให้การเลือกตั้งได้รับการยอมรับแม้ว่า การหารือในวันที่ 22 เม.ย.นี้จะไม่ใช่บทสรุปแต่ถ้าเริ่มต้นได้ก็จะเป็นโอกาสดี แต่ถ้ายังคิดใช้การเลือกตั้งนำไปสู่การสร้างความชอบธรรมให้ตนเองการพูดคุยในวันดังกล่าวก็ไม่เกิดประโยชน์แต่อย่างใด

นายองอาจ กล่าวว่า พรรคประชาธิปัตย์ได้ประกาศตลอดว่าพร้อมเข้าสู่สนามเลือกตั้ง แต่ต้องเป็นการเลือกตั้งที่ได้รับการยอมรับจากทุกฝ่ายและหาทางออกให้วิกฤตของประเทศได้เพราะคงไม่สามารถยอมรับการเลือกตั้ง เพื่อประโยชน์ของใครคนใดคนหนึ่งหรือกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งพรรคจึงยืนยันว่าไม่ขัดขวางการเลือกตั้งไม่ว่าพรรคจะลงสมัครหรือไม่ก็ตามเมื่อถามว่า เหตุใดมองว่า การเลือกตั้งยังส่อเค้าลางว่า ไม่เรียบร้อยเกิดขึ้น นายองอาจ กล่าวว่า ขณะนี้ กปปส.ยังคงคัดค้านการเลือกตั้งโดยต้องการให้มีการปฏิรูปก่อนดังนั้นข้อหารือจะต้องเป็นที่ยอมรับจากทุก ๆ ฝ่าย และกกต.จะต้องมีข้อมูลที่เพียงพอในการพิจารณาด้วยส่วนจะหารือกับกปปส.หรือไม่นั้นเป็นเรื่องที่กกต.จะพิจารณา

 

ชี้ ‘เพื่อไทย’ ดิสเครดิตองค์กรอิสระ หวังซื้อเวลายื้ออำนาจ 

รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงความเห็นของนายจาตุรนต์ ฉายแสง รมว.ศึกษาธิการที่ออกมาสนับสนุนแถลงการณ์ ศอ.รส.และตอบโต้แถลงการณ์ชี้แจงของศาลรัฐธรรมนูญโดยกล่าวหาว่าศาลรัฐธรรมนูญสับสนบทบาทตัวเองว่า ศาลรัฐธรรมนูญทำหน้าที่ภายใต้รัฐธรรมนูญ ไม่ได้สับสนในบทบาทตัวเอง แต่พรรคเพื่อไทยพยายามทำให้สังคมสับสนด้วยการดิสเครดิตศาลรัฐธรรมนูญแทนที่จะชี้แจงข้อกล่าวหา อีกทั้งยังไม่ให้ความร่วมมือในการตรวจสอบของศาลรัฐธรรมนูญด้วยการพยายามซื้อเวลาออกไปให้นานที่สุดเพื่อรักษาอำนาจเอาไว้

นายองอาจ กล่าวอีกว่า ส่วนที่โจมตีว่าไม่ดำเนินการกับนายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขา กปปส.ที่พูดเรื่องรัฏฐาธิปัตย์ แต่กลับมีปฏิกิริยากับแถลงการณ์ของ ศอ.รส.ว่า สองกรณีนี้มีความแตกต่างกันไม่สามารถเปรียบเทียบได้ เพราะ กปปส.เป็นภาคประชาชนที่ต้องรับผิดชอบต่อคำพูดและการกระทำของตัวเอง หากผิดกฎหมายก็ต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม แต่ศอ.รส.เป็นหน่วยงานรักษาความสงบที่รัฐบาลจัดตั้งขึ้น จึงไม่สมควรที่จะออกมาสร้างความไม่สงบในบ้านเมือง

 

เรียบเรียงจากเว็บพรรคประชาธิปัตย์

http://prachatai.com/journal/2014/04/52801

 

Permanent link to this article: http://npcusa.info/2014/04/20/%e0%b8%9b%e0%b8%8a%e0%b8%9b-%e0%b8%a2%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%82%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%80%e0%b8%a5%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%81%e0%b8%95/

Older posts «

Fetch more items