Time in Bangkok

พล.อ ประยุทธ์ ติงสื่อทำไทยพลาด UNHRC

วันเสาร์, ตุลาคม 25, 2557

 


พลเอกประยุทธ์ เตือนสื่อระมัดระวังการเสนอข่าว ที่กระทบต่อประเทศ โดยยกตัวอย่าง กรณีไทยพลาดที่นั่งใน คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ

พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช.กล่าวในรายการคืนความสุขให้คนในชาติ ตอนหนึ่ง ได้แสดงความเป็นห่วง กรณีทูตจาก 8 ประเทศสหภาพยุโรป หรือ อียู ที่มองว่าการเสนอข่าวของสื่อไทย ล่วงละเมิดสิทธิมนุษยชนต่อผู้เสียหาย โดยพลเอกประยุทธ์ ขอให้สื่อมวลชนไทยระมัดระวัง เนื่องจากมีผลต่อเนื่องในหลายๆ เรื่อง เช่น กรณีประเทศไทยสมัครสมาชิกคณะมนตรี ความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ หรือ UNHRC ที่ไทยไม่ผ่านการออกเสียงรับรอง

พลเอกประยุทธ์ ยังกล่าวย้ำ ขอความร่วมมือสื่อ ช่วยสร้างความเข้าใจในสิ่งที่ดี สิ่งที่เคยเป็นปัญหาและได้รับการแก้ไข โดยชี้แจงว่า ไม่ใช่การก้าวล่วงสื่อ แต่ขอให้สื่อ กลับไปพิจารณาว่า ควรจะต้องแก้ไขตัวเองหรือไม่ เพื่อร่วมกันเดินหน้าประเทศ ส่วนตัวยินดีน้อมรับทุกเรื่อง เพื่อจะนำไปสู่การแก้ไข

นอกจากนี้ ได้รายงานผลการเข้าร่วมประชุมชุมผู้นำเอเชีย-ยุโรป หรือ อาเซม เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ว่า ประเทศไทยได้เสนอความพร้อมและศักยภาพของประเทศในการเป็น “ศูนย์กลางอาเซียน” โดยเฉพาะการระดมทุนเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในเอเชีย เช่น โครงการรถไฟทางคู่ และการขยายช่องทางติดต่อชายแดน 5 ช่องทาง เชื่อมต่อประเทศในกลุ่มอาเซียนกับประเทศต่างๆ ในเอเชีย

รายการคืนความสุขให้คนในชาติคืนนี้ มีการขึ้นคำบรรยายเป็นภาษามลายู ในพื้นที่ 7 จังหวัดภาคใต้ ประกอบด้วย ตรัง พัทลุง สตูล สงขลา ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส เพื่อให้ประชาชนในพื้นที่ดังกล่าว เข้าใจสิ่งที่รัฐบาล และ คสช.ต้องการสื่อสาร ส่วนจังหวัดอื่นๆ ยังคงขึ้นคำบรรยาย เป็นภาษาอังกฤษ

 
ที่มา Voice TV

Comments:
 
เออไม่รู้จักอาย
 

แมร่งโทษหมดทุกฝ่าย

 
ตอนประเย็ดตายแล้ว ว่าจะแอบไปลอกหนังหน้ามันมาทำเป็นพื้นรองเท้าหน่อย ดูท่าทางน่าจะทนใช้ได้หลายสิบปี
 
เนอะ เราพลาด UNHCR เพราะสื่อเสนอข่าว…ไม่ได้เกี่ยวกับที่ก่อนหน้านี่เราเพิ่งโดนสหรัฐด่า เรื่องแรงงานประมง ไม่ได้เกี่ยวกับเรื่องตำรวจทำยังไงกับคุณกริชสุดา ไม่ได้เกี่ยวกับการที่มีคนโดนอุ้มไป "ปรับทัศนคติ" เท่าไหร่ต่อเท่าไหร่ ไม่ได้เกี่ยวกับเรื่องว่ามีเด็กกินแซนวิชโดนอุ้มไปกี่คน ไม่ได้เกี่ยวกับว่าเราอยู่ภายใต้คณะรัฐประหารและไม่ได้เป็นประชาธิปไตย

…ที่พลาดเพราะสื่อจริงๆ เนอะ -.-

 
มันก็พลาดที่ทำ รปห
 
จะเป็นนายกห่วยๆแบบนี้ ใครๆก็เป็นได้ …
 
เรื่อง Hypocrite ไว้ใจประเย็ดๆๆๆ
 
ห้ามใส่รองเท้าเข้าบ้าน
 
จ้ะ
 

ไม่มีใครเกินคนพวกนี้ ไม่เคยโทษตัวเองเกิดอะไรขึ้นคนอื่นผิดไว้ก่อ

Permanent link to this article: http://npcusa.info/2014/10/25/%e0%b8%9e%e0%b8%a5-%e0%b8%ad-%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%a2%e0%b8%b8%e0%b8%97%e0%b8%98%e0%b9%8c-%e0%b8%95%e0%b8%b4%e0%b8%87%e0%b8%aa%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%97%e0%b8%b3%e0%b9%84/

อียูมองสื่อไทย “ไร้จรรยาบรรณ”

วันเสาร์, ตุลาคม 25, 2557

สื่อไทย

 


สื่อบาห์เรนรายงานข่าวการพบกันระหว่างนายกฯ ของเขาและไทยว่า เป็นการเปิดประตูการค้าสู่เอเชียตะวันออก เนื้อหาข่าวมีแต่เรื่องการขยายความร่วมมือทางเศรษฐกิจ ข้อตกลงการค้า ความมั่นคงด้านอาหาร ฯลฯ

แต่ดูสื่อไทยรายงานข่าวชิ้นเดียวกันสิครับ “นายกฯ บาห์เรน พบ “บิ๊กตู่” ชี้ไทยเปลี่ยนแปลงดีขึ้น” (ASTVผู้จัดการ) “'ประยุทธ์' หารือนายกฯบาห์เรน ปลื้มเป็นมิตรแท้” (กรุงเทพธุรกิจ) 'นายกฯบาห์เรน'หารือ'ประยุทธ์' พร้อมเป็นตัวกลางแจงปท.อาหรับ (แนวหน้า) “Bahrain PM supports Thai government's national reform roadmap” (MCOT)

วันก่อนก็ทีหนึ่งแล้ว Kyodo News ของญี่ปุ่นรายงานว่าในการพบกันระหว่างนายกฯ ของเขากับไทย นายกฯ ญี่ปุ่นกระตุ้นให้ไทยรีบฟื้นฟูระบอบประชาธิปไตย จัดให้มีการเลือกตั้งและมีรัฐบาลพลเรือนโดยเร็ว แต่สื่อไทยอย่าง MCOT กลับไม่พูดถึงเรื่องประชาธิปไตย อ้างว่านายอาเบะชื่นชมกับโรดแม็ปของทหารไทย ซึ่งไม่มีในข่าวของญี่ปุ่นเลย

ถ้าสื่อไทยไม่ซื่อสัตย์ คนก็จะหมดศรัทธากับสื่อไปเอง เลียกันจนตูดเปียกไปหมดแล้ว…

http://www.gulf-daily-news.com/NewsDetails.aspx?storyid=388147

http://www.mcot.net/site/content?id=5445f8efbe0470a8678b45cb#.VEpak_mUcyd

Pipob Udomittipong

ooo

วันที่ 23 ตุลาคม 2557 นายจักร์กฤษ เพิ่มพูล ประธานสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ โพสต์ข้อความในเฟชบุคส่วนตัวถึง กรณีทูตสหภาพยุโรป เข้าพบตัวแทน 4 องค์กรวิชาชีพสื่อ ประกอบด้วย สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย สภาวิชาชีพข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย และสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ เพื่อยื่นจดหมายและหารือ เรื่อง ความรับผิดชอบของสื่อมวลชนในการนำเสนอข่าวผู้เคราะห์ร้ายจากกรณีเกาะเต่า จ.สุราษฎร์ธานี

“ถึงแม้การมาของทูตสหภาพยุโรป (อียู) 8 ประเทศอันเป็นตัวแทนของ 21 ประเทศ จะเรียบร้อยอย่างยิ่ง จะแสดงถึงไมตรีจิตที่มีต่อสื่อมวลชนไทยอย่างยิ่ง หากแต่เป้าหมายของการมาเยือนนั้น กลับเป็นเรื่องที่สื่อไทยจำเป็นต้องน้อมรับและทบทวนบทบาทการทำงานอย่างยิ่ง เช่นกัน

หนังสือที่พวกเขามีต่อองค์กรสื่อในประเทศไทย อันประกอบด้วยสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย สภาวิชาชีพข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย รวมทั้งสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ บอกถึงความกังวลใจต่อการทำหน้าที่ของสื่อไทย โดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับนักท่องเที่ยวและครอบครัว อันเป็นการละเมิดศักดิ์ศรี และลดทอนความเป็นมนุษย์ อีกทั้งยังเป็นการซ้ำเติมชะตากรรมของผู้สูญเสีย ทูตอียูย้ำถึงความสำคัญของเสรีภาพสื่อมวลชน แต่ขณะเดียวกันก็ต้องเป็นเสรีภาพภายใต้ความรับผิดชอบด้วย

หลายครั้งที่สื่อไทย มุ่งเพียงตอบสนองสัญชาติญาณความอยากรู้อยากเห็นของมนุษย์ มุ่งแต่จะขายข่าวและภาพ แต่ขาดความใส่ใจในความทุกข์ร้อน ความโศกเศร้าเสียใจของญาติพี่น้อง ผู้ที่ถูกกระทำ ไม่ว่าจะเป็นการทำทารุณกรรม ล่วงละเมิดทางเพศ จนกระทั่งถูกทำร้ายจนเสียชีวิต

พวกเราเข้าใจและเรียกร้องแต่เสรีภาพในการเสนอข่าวสาร ข้อมูล เรารู้สึกเดือดร้อนเมื่อเสรีภาพถูกคุกคาม เราแข็งขืนและต่อต้านอย่างสุดกำลังเมื่ออำนาจรัฐพยายามเข้ามาครอบงำการทำงาน แต่เราอาจจะไม่ได้เฉลียวใจว่า ในหลายครั้งที่เราเคลื่อนไหว เราออกแถลงการณ์ต่อต้านอำนาจที่ไม่ชอบธรรม กลับดูคล้ายโยนก้อนกรวดเล็กๆ ลงในท้องทะเลอันกว้างใหญ่ สังคมเฉยเมยอย่างยิ่ง เย็นชาอย่างยิ่ง ซ้ำร้าย ปฎิกริยาจากผู้คนจำนวนไม่น้อยในสังคม กลับสำทับถึงความไม่รับผิดชอบของสื่อ การทำงานที่ไร้จรรยาบรรณของสื่อ ภาพความรู้สึกเช่นนั้น มาจากข่าวประเภทอาชญากรรมหรือบันเทิงอย่างเป็นด้านหลัก

ทั้งที่การเรียกร้องเสรีภาพ การต่อสู้เพื่อให้ได้มาซึ่งเสรีภาพในการพูด การแสดงความคิดเห็นนั้น เป็นเรื่องของประชาชน เพราะเสรีภาพของสื่อก็คือเสรีภาพของประชาชนนั่นเอง

ทูตอียู พูดถึงคดีฆาตกรรมนักท่องเที่ยว ที่สื่อไทยนำเสนอทั้งภาพ ข่าวที่ละเมิดผู้ตาย มีการแสดงพาสปอร์ต สถานะของผู้ตายอย่างชัดเจน ซึ่งถือเป็นการละเมิดสิทธิส่วนบุคคลอย่างร้ายแรง

ข่าวอาชญากรรมเป็นข่าวที่สะท้อนความผิดปกติของสังคม ซึ่งนับเป็นคุณค่าข่าวในรูปแบบหนึ่ง แต่เนื้อหา ข้อมูล ข่าวสารที่เกี่ยวข้องกับข่าวประเภทนี้ มักจะส่งผลกระทบต่อบุคคลอื่น ทำให้คนอื่นเสียหายเดือดร้อน เช่น การเสนอข่าวที่เกี่ยวข้องกับเด็ก ผู้หญิง และผู้ด้อยโอกาสทางสังคม โดยเฉพาะกรณีเสนอข่าวการล่วงละเมิดทางเพศ หรือการกระทำทารุณกรรมในครอบครัว นอกจากนั้น ลักษณะพิเศษของข่าวอาชญากรรม ยังเป็นข่าวที่ปุถุชนสนใจ (Human Interest) เป็นข่าวที่ตอบสนองสัญชาติญาณความอยากรู้อยากเห็นของมนุษย์ด้วย

ดังนั้น วิธีการเล่าเรื่องผ่านสื่อโทรทัศน์โดยเฉพาะในรายการเล่าข่าว จึงมักมีรายละเอียดคล้ายกับการอ่านนวนิยาย ที่ประกอบด้วยเรื่องราวจากชีวิตจริง วิธีการเล่าเรื่องที่ต้องการให้มีสีสัน และให้คนดูได้รับข้อมูล ข่าวสาร อย่างครบถ้วนทั้งภาพและข่าวนี้เอง ที่เป็นเหตุสำคัญทำให้เกิดการละเมิดจริยธรรมแห่งวิชาชีพ และเป็นการกระทำผิดกฎหมายอยู่เสมอ

ปรากฎการณ์การมาเยือนองค์กรสื่อไทย ของทูตอียูครั้งนี้ คือการส่งสัญญาณที่เราต้องตักน้ำ ชะโงกดูเงาของตัวเองอย่างจริงจังสักที”

Permanent link to this article: http://npcusa.info/2014/10/25/%e0%b8%ad%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%b9%e0%b8%a1%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%aa%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b9%84%e0%b8%97%e0%b8%a2-%e0%b9%84%e0%b8%a3%e0%b9%89%e0%b8%88%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a2/

กู อาย พม่า!

วันเสาร์, ตุลาคม 25, 2557

 

 

 
 

กู อาย พม่า
พม่าเฮ กกต.กำหนดวันเลือกตั้ง"เบื้องต้น"แล้ว แก้รธน.เปิดกว้างให้พรรคคู่แข่งกองทัพ เป็น"รบ."ได้
http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1413964268

มาแล้ว! เจิมศักดิ์ นั่งสปช. ลั่นต้องร่างรธน.กันคนอย่างทักษิณ ชี้ทำประชามติก่อนใช้
http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1412739990

Maysaanitto

ooo

 

 


โดย พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์
มติชนออนไลน์ วันที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2557
 

คําถามที่เริ่มมีคนถามกันแล้ว โดยเฉพาะนักข่าวหัวเห็ดทั้งหลายที่เริ่มจะตั้งหลักได้ และรู้แล้วว่าความสำคัญของการทำข่าวคือการ "ขายข่าว" มากกว่าการ "ถ่ายทอด" ความเห็นของบรรดาผู้นำในระบอบรัฐประหารในรอบนี้ นั่นก็คือ

"ท่านคะ จะมีการเลือกตั้งเมื่อไหร่?"

ในแง่คำตอบ ที่สามารถขายเป็นข่าวในวันนี้จึงเป็นเรื่องของการ "ไล่ล่า-ค้นหา" คำตอบว่า "เมื่อไหร่" น่ะเรื่องหนึ่ง

แต่ที่ขายเป็นข่าวได้และยิ่งดูยิ่งมันส์ก็คือ ผู้ตอบจะมีปฏิกิริยาอย่างไร?

แต่ช้าก่อน ถ้าเรื่องง่ายๆ แค่นี้ก็คงไม่สนุก ลองถามคำถามที่พิสดารต่อไปว่า ถ้าผู้ตอบมีปฏิกิริยาที่ก้าวร้าว อาละวาด เสียงดัง ตวาดแว้ดๆ หรือดูจะไม่พออกพอใจอย่างมาก เราจะเข้าใจสิ่งนี้ได้อย่างไร?

และถ้าเราจะตีความว่า หากคำถามแค่ว่าเลือกตั้งเมื่อไหร่ สร้างความหงุดหงิดให้คณะรัฐประหารยิ่งนัก ก็อาจเป็นเพราะคำถามนี้เป็นเสมือนคำถามที่สร้างความแตกแยกให้กับสังคม ซึ่งลึกๆ แล้วคำถามแค่ว่าจะมีการเลือกตั้งเมื่อไหร่นั้น เป็นคำถามบ้านๆ และแสนจะธรรมดา

ทำไมถามแล้วทั่นผู้นำถึงหงุดหงิด?

และทำไมทีมงานท่านผู้นำทั้งหลายจึงอ้อมๆ แอ้มๆ ว่ายังไม่สามารถกำหนดได้ว่าการเลือกตั้งจะมีเมื่อไหร่

คำตอบที่น่าสนใจน่าจะอยู่ที่ว่า คำถามว่าจะมีการเลือกตั้งเมื่อไหร่นั้นเป็นคำถามที่ไม่ใช่คำถามทั่วไป แต่เป็นคำถามที่สามารถถามอีกอย่างได้ว่า

"ท่านคะ การรัฐประหารครั้งนี้จะสิ้นสุดลงเมื่อไหร่?"

นี่แหละครับ คือคำถามที่ (อาจ) ถูกแปลความได้ว่าเป็นคำถาม "จริงๆ" คืออาจจะไม่รู้ตัวทั้งคนถามหรือคนตอบ แต่เป็นอาการที่เรียกว่า ไปกระตุ้น "สำนึก" บางอย่างที่อาจจะเคยถูกกดทับไว้ และสำนึกนี้ไม่ใช่สำนึกในระดับบุคคลคนใดคนหนึ่ง

แต่เป็นสำนึกของสังคมทั้งสังคมที่ตื่นจาก

อาการหลับใหลและงัวเงียมึนเมากับความสุขอย่างทะลักล้นมาในช่วงหลายเดือนนี้

ทำไมคำถามที่ว่าจะมีการเลือกตั้งเมื่อไหร่จึงตอบไม่ได้และอาจถูกแปลความเป็น คำถามว่าการรัฐประหารจะสิ้นสุดลงเมื่อไหร่จึงเป็นเรื่องที่ยากเย็นที่จะตอบ แล้วอาจทำให้หงุดหงิดได้?

คำตอบก็อาจจะเป็นเรื่องว่า เงื่อนไขการทำรัฐประหารครั้งนี้มีด้วยกันสองมิติ

หนึ่งมิติแบบเก่า ได้แก่ การทำรัฐประหารนั้นเป็นการกระทำในแบบที่ใช้ภาษาโบราณ น่าจะหมายความว่าเป็นการปราบดาภิเษก ในความหมายที่ว่า การทำรัฐประหารเป็นการกระทำในการยึดอำนาจเพื่อสิ้นสุดยุคเข็ญ ซึ่งเป็นเสมือนลักษณะการหนีไปจากสภาวะธรรมชาติที่เต็มไปด้วยความวุ่นวาย ต่างๆ ดังนั้น การทำรัฐประหาร

ก็คือการสร้างความสงบและสันติสุข

พูดภาษาตอนนี้ก็คือ ทั่นผู้นำเคยบอกอดีต

นายกฯมาแล้วว่าสถานการณ์ไม่ดี แต่ยังปล่อยให้เกิดสถานการณ์เหล่านั้น โดยเฉพาะความรุนแรงและความสูญเสีย การทำรัฐประหารจึงจำเป็นต้องเกิดขึ้น ทั้งที่ไม่อยากทำ ทำแล้วเครียด ทำแล้วเมียอาจจะเคือง

ดังนั้นคำถามว่าการเลือกตั้งจะมีขึ้นเมื่อไหร่ ก็หมายถึงว่าการรัฐประหารสิ้นสุดลง และหมายถึงไม่ใช่แค่คณะรัฐประหาร "คืนความสุข" ให้กับประชาชน แต่หมายถึงการ"คืนอำนาจ" ให้กับประชาชน นั้นย่อมตอบง่ายๆ ว่า จะคืนอำนาจโดยการเลือกตั้งก็เมื่อบ้านเมืองสงบสุข บ้านเมืองไม่มีการทะเลาะกันจนมีความสูญเสีย หรือไม่มีการต่อต้านการทำรัฐประหารแล้ว

อ้าว! สังเกตการเคลื่อนตัวโดยไม่ได้ตั้งใจ (slip) อีกครั้งหนึ่ง ในรอบนี้ เป็นเรื่องของการทำให้การทำรัฐประหารเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ถูกต้องชอบธรรม ด้วยตัวเอง การทำรัฐประหารจึงไม่ใช่ผลของความวุ่นวายของสังคมที่จะมีขึ้นเพื่อปราบยุค เข็ญ แต่การรัฐประหารเป็นสิ่งจะมาขัดขวางไม่ได้ เพราะการทำรัฐประหารเป็นเส้นทางที่ถูกกำหนดและการเป็นเหตุผลของตัวเอง ไม่ใช่เป็นผลของปัจจัยอื่นๆ ต่อไป

ดังนั้น การทำรัฐประหารจึงมีชีวิตของมันเอง นั่นคือ การทำรัฐประหารมีเป้าหมายในตัวเอง อย่าได้สกัดขัดขวางการทำรัฐประหารอีกเลย และกลายเป็นว่าเป้าหมายสำคัญของการรัฐประหารคือการทำให้การทำรัฐประหาร สำเร็จ ส่วนจะแก้ไขปัญหาได้หรือไม่ ประเด็นไม่ใช่อยู่ที่ความสามารถของการทำรัฐประหารเองหรือความสามารถของผู้ บริหารที่ได้รับการแต่งตั้งจากการทำรัฐประหารแต่ความสำเร็จคือการเชื่อฟัง และให้ความร่วมมือกับการทำรัฐประหาร

ดังนั้นหากการทำรัฐประหารไม่สำเร็จก็เพราะมีคนต่อต้าน…อ้าว?

ส่วนหากจะมองว่าการทำรัฐประหารสำเร็จ ก็เป็นการให้เหตุผลอย่างตรงไปตรงมาว่า การทำรัฐประหารสำเร็จเพราะการใช้ความรุนแรงที่เคยมีอยู่ลดลง หรือไม่มีเลย ดังนั้น ถ้ามีการใช้ความรุนแรงหรือการต่อต้านรัฐบาล ก็ไม่สามารถจะวางไว้ตรงเหตุหรือผลกันแน่ ความสำคัญจึงไม่ได้เกี่ยวกับเหตุผล หรือการถกเถียงว่าเหมาะสมจะทำรัฐประหารหรือไม่

แต่วัดกันง่ายๆ ว่า หากการใช้กำลังทหารและงบประมาณมหาศาลในการไม่ทำให้มีการต่อต้าน "รัฐบาล" หรือ "ระบอบการปกครองใหม่" (ไม่ใช่การปกป้องรัฐบาลเดิมที่ทหารควรเป็นส่วนหนึ่ง) นั้นเกิดขึ้นแล้ว นั่นคือความสำเร็จในการทำรัฐประหารเอง ซึ่งหมายถึงการยอมให้มีการทำรัฐประหาร และปล่อยให้มีการปกครองโดยคณะรัฐประหารต่อไป

สอง คือในมิติใหม่ การทำรัฐประหารครั้งนี้เป็นเรื่องที่ผูกโยงกับสภาวะอันไม่มีที่สิ้นสุด เพราะคณะรัฐประหารไม่ได้บอกว่าจะสิ้นสุดลงได้อย่างไร ด้วยรู้ว่าการทำรัฐประหารครั้งนี้จะหาความสำเร็จไม่ได้ เพราะความสำเร็จในการทำรัฐประหารในอดีตคือ "การเข้าเร็วออกเร็ว" คือการสร้างสภาวะชั่วคราว

เพราะเรียนรู้แล้วว่าก่อนหน้านั้นหากจะอยู่ยาวๆ จะยิ่งเสื่อมถอย ไร้ความสามารถ และการทำรัฐประหารจะนำไปสู่ความแตกแยกของสังคมในท้ายที่สุด เพราะความเสียหายและสูญเสียนั้นเกิดจากการที่คณะผู้ปกครองที่มาจากการทำรัฐ ประหารนั้นพยายามสืบสานอำนาจต่อไปและเมื่อแรงต้านมากเขาอาจจะถูกขับไล่หรือ ถูกกระซิบไล่และอาจเกิดการเสียเอกภาพในหมู่กองทัพ

ดังนั้นคำมั่นสัญญาจึงมีลักษณะที่ชัดเจน ไม่ต้องอ้างว่าจะทำตามสัญญา และขอเวลาอีกไม่นาน เพราะเรื่องสำคัญก็คือความโปร่งใสของการทำรัฐประหารเองที่จะบอกได้ว่าต้อง การทำอะไร และจะคืนอำนาจสู่ประชาชนในแง่ของการเลือกตั้งอย่างไร

แต่ในรอบนี้ การทำรัฐประหารอยู่ในสภาวะที่ไม่มีความสิ้นสุดในเรื่องเวลาและไม่สามารถถูกกดดันได้ หรือกดดันตัวเองได้

ที่สำคัญ ในเวลาที่ไม่มีที่สิ้นสุดนี้ การบริหารราชการแผ่นดินกลับอยู่ในสภาวะปกติและมีการแก้ไขสิ่งต่างๆ มากมาย โดยไม่ต้องกลับไปยึดโยงกับรัฐธรรมนูญ (เพราะรัฐธรรมนูญยังไม่ร่างและไม่รีบ) และการเลือกตั้งที่จะนำมาซึ่งการบัญญัติกฎหมายใหม่ๆ และนโยบายไม่มีสัญญาณในเรื่องนี้

นี่จึงเป็นการรัฐประหารที่ไม่ใช่สภาวะชั่วคราว ในแบบที่เคยเรียกว่า caretaker government หรือรัฐบาลชั่วคราว แต่เป็นเรื่องของรัฐบาลชั่วกัลปาวสาน และเปิดให้เห็นว่ามีกลุ่มก้อนบางกลุ่มที่สามารถเข้าถึงและต่อสายกับรัฐบาล ได้ และทำให้การดำเนินนโยบายสามารถดำเนินต่อไปได้ และทำให้ถูกตั้งคำถามในเรื่องของประชานิยมของนโยบายอยู่เนืองๆ

พูดง่ายๆ ก็คือ ถ้าคำถามว่าเมื่อไหร่จะเลือกตั้งนั้นตอบยากและทำให้หงุดหงิด นั้นเป็นเรื่องเงื่อนไขแรก เพราะถูกมองว่าคำถามจริงคือ จะลงจากอำนาจเมื่อไหร่ เงื่อนไขที่สองก็คือ จะลงจากอำนาจได้ก็ต่อเมื่อคนที่อยู่ในอำนาจนั้นจะต้องมีความมั่นใจว่าสามารถ คุมสถานการณ์ได้ ซึ่งไม่ได้หมายถึงอะไรง่ายๆ ว่าฉันจะร่างทุกอย่างเอง แต่อาจจะหมายถึงความเชื่อมั่นว่าการเมืองจะเดินไปในทิศทางที่ถูกต้อง หรือยินยอมที่จะลงจากอำนาจ เพราะรู้ว่าตนจะไม่ได้รับผลกระทบหลังจากที่ลงจากอำนาจ

ตรงนี้คำถามที่เป็นคำถามแท้ๆ น่าจะหมายถึง คำถามที่ลึกกว่าเมื่อไหร่จะคืนอำนาจ แต่อยู่ที่คำถามว่า เมื่อไหร่ท่านจะคุมสถานการณ์ได้และตัดสินใจลงจากตำแหน่งและคืนอำนาจให้กับ ประชาชน

เรื่องนี้เป็นเรื่องที่หากคำถามแบบนี้เป็นคำถามหลักความมันส์จะมาตรงที่ว่า คำถามนี้เป็นคำถามที่คนตอบต้องบอกเองไม่ใช่คำถามที่มีสิทธิถามนั่นคือ "จังหวะ" ว่าใครจะถาม หรือควรถามเมื่อไหร่นั้นสำคัญ เพราะเมื่อถามนั้นย่อมแสดงว่าความไม่สำเร็จนั้นรออยู่ข้างหน้า เพราะสื่อไม่สามารถถามในเวลาที่ควรถาม (ซึ่งแปลว่าถามเมื่อคนถูกถามพร้อมจะตอบ) ซึ่งเรามองว่าเรื่องนี้เป็น บทบาทที่เหมาะสมของสื่อที่ไม่ควรถามเพื่อสร้างความแตกแยก)

ดังนั้น เมื่อความลักลั่นว่าใครเป็นผู้ถูกถามนั้นเกิดขึ้น เพราะเป็นคำถามที่ทุบลงที่หัวใจของการทำรัฐประหารและชี้ให้เห็นว่าไม่พร้อม ที่จะตอบ ไม่ใช่เวลาที่จะตอบ ไม่ใช่เพราะรู้ว่าจะกำหนดจังหวะย่างก้าวอย่างไร

แต่เพราะไม่รู้ว่าจะไปอย่างไร และทางไหนมากกว่า

นั่นแหละครับคือเรื่องที่ซับซ้อนมากว่า ทำไมคำถามง่ายๆ เช่นว่าเมื่อไหร่จะมีการเลือกตั้ง จึงเป็นคำถามที่ซับซ้อนและเกิดการรื่นไหลของความหมายได้อย่างน่ามหัศจรรย์

ไม่เชื่อลองถามพวกเขาดูสิครับ

Permanent link to this article: http://npcusa.info/2014/10/25/%e0%b8%81%e0%b8%b9-%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%a2-%e0%b8%9e%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%b2/

Older posts «

Fetch more items