Time in Bangkok

ถ้าอ้างว่าเป็นประชาธิปไตย ก็ควรต้องค้านทั้งระบบ “ตำรวจเกณฑ์”และ”ทหารเกณฑ์”

วันศุกร์, กรกฎาคม 31, 2558

วรวิทย์ ไชยทอง
 

 


หลังจากที่คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติตำรวจว่าด้วยตำรวจกองประจำการหรือที่เรียกว่าตำรวจเกณฑ์

โดยให้เหตุผลว่านี่เป็นวิธีการที่จะแก้ปัญหาการขาดแคลนตำรวจในระดับปฏิบัติการเพื่อที่จะออกตรวจตราดูแลความปลอดภัยชาวบ้านโดยมองว่าปัญหาตำรวจขาดแคลนแก้ได้ด้วยการเกณฑ์ตำรวจเช่นเดียวกับระบบทหาร

กล่าวคือระบบทหารนั้นก็จะมีการคัดเลือกชายไทยที่อายุครบ20 ปีและไม่ได้เรียนรักษาดินแดนเข้ารับการคัดเลือกเป็นทหารซึ่งโดยปกติก็จะมีกองทัพบก กองทัพเรือและอากาศ

แต่หลังจากกฎหมายฉบับนี้บังคับใช้แล้วก็จะมีการเพิ่มในส่วนของตำรวจเข้ามาด้วย ซึ่งแน่นอนว่าเมื่อใช้หลักเกณฑ์เดียวกับทหารเกณฑ์นั้น จะต้องมีการจ่ายเงินเดือนเดือนละ 9,000 บาทและมีระยะเวลาในการประจำการ 2 ปีโดยไม่มียศ และเมื่อปลดประจำการก็จะเป็นทหารกองหนุน

ทั้งนี้โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติเคยระบุว่าประเทศที่เจริญแล้วจะมีอัตราการดูแลประชาชนของตำรวจคือ1ต่อ200 ขณะที่ประเทศไทยมีอัตราการดูแลประชาชนคือตำรวจ 1 คนต่อประชาชน 600 คน

ผู้เขียนไม่รู้ว่าสถิติดังกล่าวเป็นจริงหรือไม่ ว่าตำรวจไทยต้องดูแลคนจำนวนมากขนาดนั้น และต่อให้เป็นจริงก็ตาม ก็เป็นสิทธิที่จะมีคนแสดงความไม่เห็นด้วย

อย่างแรกคือ อย่าลืมว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจกับทหารนั้นมีสถานะทางกฎหมายที่แตกต่างกัน เอามาเทียบกันไม่ได้

กล่าวคือทหารมีหน้าที่ในการปกป้องดูแลประเทศชาติ มีรั้วรอบขอบชิด และทำการฝึก ประจำการอยู่ในกรมกอง ควบคุมได้ง่าย และโดยปกติก็ไม่มีอำนาจตามกฏหมายอาญาในการจับกุมคุมขังใครแบบตำรวจ หรือพูดง่ายๆก็คือไม่ได้มีอำนาจที่จะใกล้ชิดต่อประชาชนมากมายเท่าตำรวจ ปัญหาแรกคือว่ารัฐจะกำหนดบทบาทของตำรวจเกณฑ์ไม่ให้กระทบกระทั่งต่อสิทธิของประชาชนได้อย่างไร

เพราะตำรวจที่เป็นตำรวจอาชีพย่อมได้รับการฝึกหัดร่ำเรียนและมีความรู้ทางด้านกฎหมายมาบ้างจนเข้าใจเรื่องสิทธิของประชาชนเป็นอย่างดีก่อนจะมาปฏิบัติหน้าที่ส่วนตำรวจเกณฑ์ซึ่งเป็นการแบ่งกำลังมาจากหลักการเดียวกับของกองทัพ จะมีอะไรรับประกันว่าตำรวจเหล่านั้นจะเข้าใจเรื่องสิทธิของประชาชนในกระบวนการยุติธรรมดีพอ หากยิ่งมีอำนาจยิ่งน่ากลัวว่าจะใช้ไปในทางที่ไม่ถูก
 


การอ้างว่าประชาชนในประเทศไทยขาดความปลอดภัยและมีตำรวจไม่พอต้องใช้วิธีเกณฑ์ตำรวจมานั้นก็ต้องถามว่าวิธีการแก้ปัญหาแบบนี้เป็นวิธีการที่มีประสิทธิภาพและยั่งยืนหรือไม่เรามีวิธีการให้ได้มาซึ่งกำลังพลที่มีประวิทธิภาพอย่างอื่นหรือไม่ รวมถึงวิธีคิดดังกล่าวขัดกับหลักการของสังคมสมัยใหม่โดยเฉพาะหลักการประชาธิปไตยหรือไม่อย่างไร

เพราะอย่าลืมว่าการเกณฑ์ตำรวจหรือการเกณฑ์ทหารก็ตาม ให้ผู้ที่ถูกเกณฑ์มานั้นมีอำนาจเป็นข้าราชการประจำการล้วนแต่เกิดขึ้นภายใต้การใช้กฎหมายบังคับ ไม่ได้เกิดจากความสมัครใจ

เรื่องนี้สำคัญมาก เพราะ ในหลักการบริหารของโลกสมัยใหม่  เป็นที่รับรู้กันอยู่ว่าอะไรก็ตามที่เกิดจากการบังคับจะก่อให้เกิดความไม่มีประสิทธิภาพตามมาได้ง่ายกว่าความสมัครใจ

โดยเฉพาะการอ้างระบบตำรวจและทหารของตะวันตกจนเป็นเหตุให้ต้องเพิ่มกำลังของกองทัพและตำรวจนั้นเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้องเพราะประเทศที่เจริญแล้วเขาล้วนปฏิเสธหลักการการบังคับเปลี่ยนเป็นระบบสมัครใจ หมดแล้ว กล่าวถคือ เขาไม่จำเป็นต้องบังคับให้ใครมาเข้ารับการฝึกหรือมาปฎิบัติหน้าที่ใดๆโดยได้รับค่าตอบแทนอันน้อยนิดแถมยังถูกบังคับกดขี่ถูกสั่งให้กระทำการใดๆด้วยอำนาจโดยปราศจากการตั้งคำถาม

วิธีการเหล่านี้ตะวันตกเค้าเลิกไปนานแล้วโดยเฉพาะทหารเกณฑ์เพราะเขารู้ว่ามันไม่มีประสิทธิภาพคนที่ไม่สมัครใจยังไงก็ต้องหนีหรือกระทำการฝ่าฝืนคำสั่งหากจำเป็น

ตัวอย่างเช่นครั้งหนึ่งสหรัฐอเมริกาก็เคยมีการเกณฑ์ทหารมารบในสงครามเวียดนาม  และนี่คือจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้อเมริกายกเลิกการเกณฑ์ทหารเพราะถึงที่สุดทหารเหล่านั้นไม่ได้มีความตั้งใจที่จะกระทำเพื่อชาติบางส่วนลอบทำร้ายหัวหน้าที่ออกคำสั่ง เพราะต้องการกลับบ้าน หลายคนต้องจบชีวิตในสงครามโดยไม่รู้ว่าประเทศจะชนะหรือไม่หรือทำสงครามไปเพื่ออะไร ยิ่งนานยิ่งสูญเสียและไร้เป้าหมาย กระทั่งมีการต่อต้านการเกณฑ์ทหารทั่วประเทศ จนนำไปสู่การยกเลิกในที่สุด

แต่ประเทศประชาธิปไตยที่ยังมีการเกณฑ์ทหารอยู่ก็เช่นประเทศเกาหลีใต้ซึ่งก็เข้าใจได้ว่าเป็นเพราะสถานการณ์ความขัดแย้งกับเกาหลีเหนือที่มีปัญหาอยู่ตลอดเวลาทำให้เกาหลีใต้ต้องเตรียมพร้อมกำลังพลขณะที่ประเทศไทยยังมองไม่เห็นเงื่อนไขใกล้เคียงกันเลยสักนิด

ล่าสุดนอกจากกฎหมายการเกณฑ์ตำรวจแล้วประเทศไทยยังมีการผ่านกฏหมายกำลังสำรองคือแยกการฝึกกำลังพลสำรองออกมาจากกฎหมายเดิมของทหารโดยมีเป้าหมายที่จะเพิ่มการฝึกกำลังพลสำรองมากยิ่งขึ้น

เรื่องนี้ถามว่ามีประโยชน์หรือไม่แน่นอนก็ต้องตอบว่ามีเพราะยิ่งกำลังพลสำรองเยอะ ตัวเลขความพร้อมรบทางสถิติของเมืองไทยก็สูงขึ้น

แต่คำถามคือเรามีความจำเป็นที่จะต้องเตรียมความพร้อมในการรบขนาดนั้นหรือและกำลังพลหลักที่มีอยู่หลายเเสนคนในขณะนี้ยังไม่เพียงพออีกหรือ

ทั้งนี้ตามกฎหมาย ชายไทยทุกคนที่ผ่านการเกณฑ์ทหารและการเรียนรักษาดินแดนก็ต้องเป็น กำลังพลสำรองที่กองทัพมีอำนาจในการเรียกตัวได้เสมออยู่แล้ว

แต่กฎหมายฉบับนี้ก็จะทำให้กองทัพสามารถเรียกชายไทยที่เป็นทหารกองหนุนเข้ามาฝึกได้เพิ่มมากขึ้นนอกจากนี้ยังกำหนดโทษให้กับบริษัทที่ไม่จ่ายค่าจ้างหากพนักงานของตนเองถูกเรียกมาฝึกชายไทยทุกคนไม่เว้นแม้แต่เพศที่3 ก็จะต้องถูกเรียกมาฝึกได้ตลอดเวลา
 


เรื่องนี้จึงไม่สามารถปฏิเสธที่จะมองได้ว่าวิธีคิดเรื่องความมั่นคงของไทยเรายังอยู่ในกรอบของการรบพุ่งที่เน้นกำลังและอาวุธโดยเชื่อว่าหากใครมีกำลังหรืออาวุธเยอะเพียบพร้อมกว่ากันก็จะชนะหากเกิดสงครามทั้งที่วิธีคิดเรื่องความมั่นคงในปัจจุบันก้าวพ้นเรื่องพรมแดนและกำลังอาวุธไปบ้างแล้ว ปัจจุบันเค้ามองกันเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ การใช้หลักดุลอำนาจในการถ่วงดุล การรวมกลุ่มประเทศในการต่อรองทางการเมืองและเศรษฐกิจเพื่อผลประโยชน์ร่วมกัน

พูดแบบนี้ ก็ไม่ได้ปฏิเสธว่ากำลังพลสำรองรวมถึงการเพิ่มกำลังพลไม่จำเป็น เพราะกำลังรบของในประเทศตะวันตก บางส่วนก็ไม่ใช่กำลังพลประจำการ แต่กองหนุนการใช้กำลังคนสำรองของประเทศตะวันตกนั้นเกิดขึ้นด้วยความสมัครใจและมีผลประโยชน์ตอบแทนที่สมเหตุสมผลมีศักดิ์ศรี

ขณะที่ประเทศไทยยังพยายามที่จะเพิ่มกำลังคนเข้ามาอยู่ในกองทัพด้วยวิธีการใช้กฎหมายบังคับและกำหนดโทษอาญาหากใครไม่ยอมมารายงานตัวพร้อมอ้างวาทกรรมอาญาสิทธิ์เรื่องความรักชาติในการดำเนินการต่างๆอยู่สม่ำเสมอ จนกลายเป็นว่าใครที่ตั้งคำถามเรื่องประสิทธิภาพถูกกล่าวหาว่าไม่รักชาติเสียอีก

นี่ยังไม่ต้องพูดเรื่องความสิ้นเปลืองงบประมาณและต้นทุนค่าเสียโอกาสที่จะเกิดขึ้นจากการใช้ระบบเกณฑ์คนซึ่งเราก็รู้กันอยู่ว่าการใช้ระบบดังกล่าวในประเทศไทยในลักษณะบังคับที่จริงแล้วก็มีปัญหาด้านการดำเนินการอยู่พอสมควร โดยเฉพาะเรื่องความเสมอภาคในการบังคับใช้กฎหมายหรือกล่าวให้ชัดกว่านั้นคือถึงที่สุดก็รู้กันอยู่ว่ามันมุ่งบังคับใช้กับคนระดับล่างที่ไม่มีทางหนีทีไล่ ไม่มีต้นทุนในการเอาตัวรอดที่ดีพอ

จึงเป็นสิทธิที่คนส่วนหนึ่ง ในสังคมจะแสดงความเห็นว่าระบบดังกล่าวมันขัดกับหลักการประชาธิปไตยในสังคมสมัยใหม่  โดยเฉพาะเรื่องสิทธิและเสรีภาพโดยเฉพาะเรื่้องการบังคับ  แม้ว่าในสังคมสมัยใหม่ ประชาชนในรัฐมีหน้าที่ต้องรับผิดชอบต่อสังคมในฐานะพลเมือง ซึ่งก็มีทั้งการจ่ายภาษี รวมถึงในอดีตก็ต้องจับปืนออกรบ  แต่อย่างที่เห็นกันว่าสถานการณ์ปัจจุบันมันไม่จำเป็นต้องเตรียมความพร้อมขนาดนั้น เพราะเราไม่ใช่รัฐสงครามหรือใกล้เคียงจะเกิดสงคราม รวมถึงกำลังพลประจำการก็มีมากมาย

หลายคนจับได้ใบเเดง ต้องเป็นทหาร (หรือในอนาคตจะมีตำรวจเพิ่มมาอีก) 2 ปี เมื่อครบกำหนดปลดออกมา เกิดถูกสุ่มถูกเรียกมารายงานตัว ต้องฝึกกำลังพลสำรองต่ออีก กลายเป็นว่า อายุขนาดนี้แล้ว ควรที่จะมีครอบครัว ศึกษาหาความรู้ อยู่เลี้ยงดูพ่อเเม่ ยังต้องมาแบกปืนฝึกทหารกลางป่า

การอ้างเรื่อง การปกป้องภัยพิบัติ อุทกภัยต่างๆ ยิ่งผิดฝาผิดตัวไปใหญ่ เพราะมันไม่ใช่หน้าที่โดยตรงของทหาร จึงใช้อ้างในทางกฏหมายไม่ได้  (แม้ในความจริง ทหารจะออกหน้าช่วยเหลือประชาชนเสมอก็ตาม) เรื่องนี้เป็นหน้าที่ที่รัฐจะต้องไปปฏฺิรูปจัดองคาพยพการแก้ปัญหากันใหม่ ก็ต้องว่ากันไป แต่ไม่ใช่การพึ่งพาทหารอย่างเป็นทางการ

ในส่วนหลักการบริหารการจัดการนั้นก็ยังมีปัญหาเพราะระบบการ"เกณฑ์"ดังกล่าวมักไม่ก่อให้เกิดประสิทธิภาพในการใช้ทรัพยากรที่ดีพอกับประโยชน์ที่จะได้รับทั้งยังไม่มีความจำเป็นเฉพาะหน้าเพียงพอ

ที่สำคัญใครก็ตามที่ไม่เห็นด้วยกับระบบดังกล่าวจะต้องไม่ถูกโยงว่าสังกัดอยู่กลุ่มการเมืองใดหรือมีความคิดล้าหลังเข้ารกเข้าพงมีอคติทางการเมืองมาบดบังเพราะการไม่เห็นด้วยกับเรื่องดังกล่าวไม่ได้ยืนอยู่ลอยๆโดยไม่มีหลักการ

ถึงเวลาอีกครั้ง ที่เราต้องตอบคำถามว่า   “ที่สุดเเล้ว การแก้ปัญหาของประเทศ เราจะหาทางออกอย่างลดต้นทุน ด้วยการ "เกณฑ์" เอาง่ายๆอย่างนั้นหรือ  และที่สุดเเล้ว มัน ตอบโจทย์อะไรให้กับประเทศชาติ?

Permanent link to this article: http://npcusa.info/2015/07/31/%e0%b8%96%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%ad%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%a7%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b9%87%e0%b8%99%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%8a%e0%b8%b2%e0%b8%98%e0%b8%b4%e0%b8%9b-2/

“เทียร์”การเมือง ?! โดย วรศักดิ์ ประยูรศุข

วันศุกร์, กรกฎาคม 31, 2558

ยังอยู่ในภาวะ "งานเข้า" ล่าสุด ทิปรีพอร์ต หรือรายงานสถานการณ์ค้ามนุษย์ ของกระทรวงต่างประเทศสหรัฐ ปีล่าสุด จับไทยแช่อยู่ "เทียร์ 3" อันเป็นกลุ่มต่ำสุดเป็นปีที่สองติดต่อกัน 

 



ไทยเองเห็นว่าได้แก้ปัญหาไปมากพอสมควร ทำไมไม่ได้ขึ้นชั้น ขณะที่สหรัฐแจงว่า สรุปข้อมูลในจังหวะที่ไทยเริ่มจัดการปัญหาอย่างเข้มข้น ทำให้ไทยไม่ได้ประโยชน์จากความพยายามแก้ปัญหา 

 



เลยตกขบวนอดได้ขึ้นชั้นเหมือนเพื่อนบ้านอาเซียนคือมาเลเซีย ที่่พ้นเทียร์ 3 ไปอยู่เทียร์ 2 วอชต์ลิสต์ 

 



กรณีมาเลเซีย สื่อต่างประเทศแฉว่า เป็นเพราะสหรัฐต้องการมาเลย์เป็นพันธมิตร ใน"ความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก" หรือทีพีพี ที่ ปธน.โอบามา ตั้งมาสู้กับจีน 

 



มาเลเซีย ถูกจับตามาหลายปี ในเรื่องการบังคับใช้แรงงานในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ของแบรนด์ดังๆ ระดับโลกที่รู้จักกันดี รวมถึงใช้แรงงานจากการค้ามนุษย์ในอุตสาหกรรมน้ำมันปาล์ม

 



การพบหลุมศพโรฮีนจานับร้อยใกล้ๆ ชายแดนไทย-มาเลย์ ก็เป็นเรื่องติดลบของมาเลย์ แต่สหรัฐบอกว่าเป็นเหตุการณ์ที่เกิดภายหลังสหรัฐสรุปข้อมูลไปแล้ว 

 



อย่างไรก็ตาม มาเลย์ได้คะแนนจากการจับมือกับฝ่ายต่างๆ ในภาคประชาสังคม แก้ไขกฎหมายต่อต้านการค้ามนุษย์ และตอบสนองต่อปัญหาที่รายงาน 2014 หยิบยกไว้ 

 



รวมถึงไฟเขียวให้เหยื่อค้ามนุษย์เคลื่อนไหวและทำงานได้อย่างอิสระและเปิดทางให้เอ็นจีโอเข้าไปร่วมแก้ไขปัญหา 

 



 อีกประเทศที่ได้ขึ้นชั้นแบบเซอร์ไพรส์คือคิวบา ประเทศสังคมนิยมที่เป็นไม้เบื่อไม้เมากับสหรัฐมานาน เพิ่งกลับมาคืนดีสถาปนาความสัมพันธ์กันใหม่ ก็ได้ของขวัญด้วยการขึ้นเทียร์ 2 หลังจากอยู่เทียร์ 3 มา 12 ปี 



เสียงวิพากษ์วิจารณ์สหรัฐดังขรม ทั้งจากสภาของสหรัฐเอง เอ็นจีโอ และสื่อต่างๆ ว่าทิปรีพอร์ตปีนี้ กำหนดด้วย "การเมือง" มากเกินไป 



ปฏิกิริยาในบ้านเรา เรื่องนี้ทำให้เกิดการชักชวนกันต่อต้าน แอนตี้อเมริกา ขณะที่รัฐบาลระมัดระวังไม่เล่นบทบู๊โต้ตอบ 



การแก้ไขปัญหาคงต้องเดินหน้าต่อไป พร้อมกับลุ้นไปด้วยว่าจะมีดาบสอง ดาบสามตามมาหรือไม่ 



ในโลกยุคใหม่ การแสดงออกอย่างโปร่งใสเป็นเรื่องสำคัญ การพูดอย่างทำอย่าง หรือ 2 มาตรฐาน ผลก็เป็นอย่างที่เห็น ไม่เว้นแม้มหาอำนาจ 

 



ประเทศต่างๆ จึงต้องเดินในแนวทาง ในมาตรฐานที่สังคมโลกยอมรับร่วมกัน 

 



ถ้าไปถึงขั้นนั้นได้ ก็เป็นเรื่องยากที่ใครจะมาหาเรื่องหาราว รังแกหรือกลั่นแกล้งได้ 

 



เรื่องสิทธิเสรีภาพ ศักดิ์ศรีและคุณค่าของความเป็นมนุษย์ กลายเป็นกติกากลางไปแล้ว ไม่ใช่กิจการภายในอีกต่อไป 

 



จะเชื่อในเรื่องสิทธิ เรื่องเสรีภาพ หรือคุณค่าต่างๆ หรือไม่ก็ตาม แต่ถ้าเล่นตามกติกากลาง ปัญหาน้อยลงแน่นอน

Permanent link to this article: http://npcusa.info/2015/07/31/%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%a3%e0%b9%8c%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%80%e0%b8%a1%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%87-%e0%b9%82%e0%b8%94%e0%b8%a2-%e0%b8%a7%e0%b8%a3%e0%b8%a8%e0%b8%b1/

วีรพงษ์ รามางกูร : ตลาดหุ้นของจีน

วันศุกร์, กรกฎาคม 31, 2558

 

ในระยะ 10 กว่าปีที่ผ่านมา จีนกลายเป็นหัวรถจักรเศรษฐกิจของภูมิภาคและของโลกก็ว่าได้ เพราะเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกาและของยุโรปได้พัฒนาขึ้นไปจนไม่สามารถแข่งขันกับประเทศรายได้ปานกลางและประเทศที่เกิดใหม่ได้ เพราะค่าแรง ฐานะความเป็นอยู่ สูงเกินกว่าจะรับค่าแรงที่ไม่สามารถดำรงความเป็นอยู่ของความเป็นประเทศที่พัฒนาได้

 



จีนจึงกลายเป็นประเทศที่มีเศรษฐกิจใหญ่ล่าสุดที่มีความสามารถในการแข่งขันในเวทีการค้าโลกได้ โดยอาศัยความที่มีจำนวนประชากรในวัยทำงานสูง ค่าแรงที่แท้จริงจึงต่ำ แรงงานมีคุณภาพ แม้ว่าอินเดียและบราซิล รัสเซีย จะมีลักษณะหลายประการคล้ายคลึงกับจีน แต่ประชากรจีนมีคุณภาพมากกว่า ทั้งเรื่องความขยันขันแข็ง อดทน สู้งานและไวต่อการเรียนรู้ เมื่อพรรคคอมมิวนิสต์จีนเปลี่ยนนโยบายเปิดเสรีทางด้านเศรษฐกิจ เศรษฐกิจของจีนจึงเจริญเติบโตอย่างก้าวกระโดด ขยายตัวขึ้นในอัตราที่สูงกว่าตัวเลข 2 หลักมาเป็นเวลานานกว่า 2 ทศวรรษ

 



การที่เศรษฐกิจของจีนขยายตัวในอัตราที่สูงเป็นเวลานาน การจ้างคนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ อัตราการว่างงานลดลงอยู่ตลอดเวลา ประกอบกับนโยบายการมีบุตรคนเดียวของพรรคคอมมิวนิสต์จีน รวมทั้งการใช้จ่ายที่สูงขึ้นตามฐานะทางเศรษฐกิจของประชาชน

 



ขณะเดียวกัน การที่จีน อินเดีย บราซิล รัสเซีย มีความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลกได้มากขึ้น ก็ยิ่งทำให้สหรัฐอเมริกาและยุโรปขาดดุลการค้าและขาดดุลบัญชีเดินสะพัดจำนวนมากขึ้นและเป็นระยะเวลาที่ยาวนาน การที่สหรัฐอเมริกาและยุโรปขาดดุลการค้าและดุลบัญชีเดินสะพัดเป็นเวลายาวนาน เพราะความสามารถในการแข่งขันต่ำกว่าประเทศเหล่านี้ จึงทำให้อัตราการว่างงานสูงขึ้นเรื่อยๆ 

 



ในที่สุดกำลังซื้อของประเทศเหล่านี้ก็อ่อนตัวลง ซึ่งทำให้ตลาดส่งออกของจีนอ่อนตัวลง อัตราการขยายตัวของการส่งออกของจีนจึงขยายตัวในอัตราที่ช้าลงมาเรื่อยๆ เป้าหมายการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่เคยเป็นตัวเลข 2 หลักก็ลดลงมาเรื่อยๆ จนบัดนี้ทางการจีนประกาศเป้าหมายของการขยายตัวทางเศรษฐกิจปี 2558 นี้ไว้ที่ 7 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งก็ยังเป็นอัตราการขยายตัวที่สูงที่สุดในโลกอยู่ 

 



แต่อัตราเช่นว่านี้จีนคงจะรักษาไว้ไม่ได้ อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจเช่นว่าคงจะลดลงเรื่อยๆ

 





ในขณะที่อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจของจีนลดลง จีนจึงพยายามกระตุ้นการใช้จ่ายในการบริโภคให้มากขึ้นเพื่อเป็นการชดเชย ขณะเดียวกันก็ลดภาษีขาเข้า ส่งเสริมให้มีการนำเข้าสินค้าเพื่ออุปโภคและบริโภคมากขึ้น รวมทั้งสนับสนุนให้คนจีนเดินทางทั้งในประเทศและต่างประเทศมากขึ้น เพื่อลดการเกินดุลบัญชีเดินสะพัดและลดความกดดันให้ค่าเงินหยวนแข็งขึ้น

 



ในขณะที่เศรษฐกิจของจีนขยายตัวในอัตราที่สูง อีกด้านหนึ่งของภาคเศรษฐกิจก็คือภาคการเงิน ตลาดการเงินทั้งตลาดเงินและตลาดทุนก็ขยายตัวในอัตราที่สูง สูงยิ่งกว่าอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ ตลาดเงินและตลาดทุนอันได้แก่สินเชื่อ ราคาหุ้นและราคาตราสารหนี้ ทั้งของรัฐบาล ของรัฐวิสาหกิจและของเอกชนก็ขยายเพิ่มสูงขึ้น แม้ว่าจีนจะยังไม่ยอมเปิดเสรีทางการเงิน ทั้งการเคลื่อนย้ายเงินทุนกับต่างประเทศก็ดี การปริวรรตเงินตราต่างประเทศก็ดี รวมถึงอัตราแลกเปลี่ยนเงินตรา ธุรกรรมต่างๆ เหล่านี้ยังอยู่ภายใต้การควบคุมดูแลของทางการ แม้ว่าจีนจะเกินดุลมาเป็นเวลานานและได้รับความกดดันจากไอเอ็มเอฟและสหรัฐให้เปิดเสรีทางการเงินและยอมให้ค่าเงินหยวนแข็งขึ้นก็ตาม จีนอ้างว่าหากทำเช่นนั้นแล้วเศรษฐกิจจีนก็จะกลายเป็นเศรษฐกิจฟองสบู่ อย่างเดียวกับที่อังกฤษ อิตาลี สเปน ญี่ปุ่น ฮ่องกง เกาหลีใต้ ประเทศไทย และประเทศอื่นๆ เคยประสบมาแล้ว

 



เศรษฐกิจฟองสบู่มักจะเริ่มจากการเก็งกำไรในภาคอสังหาริมทรัพย์ แล้วก็จะลุกลามไปที่ตลาดเงินและตลาดทุน ส่งผลต่อเนื่องไปยังภาคเศรษฐกิจอื่นๆ เงินทุนจากต่างประเทศก็จะไหลเข้ามาเก็งกำไรในภาคอสังหาริมทรัพย์ ตลาดหุ้นตลาดพันธบัตรและตลาดตราสารหนี้ปั่นราคากันขึ้นไปแล้วในที่สุดฟองสบู่ก็จะแตก เงินจะไหลออก ค่าเงินตกต่ำ ธุรกิจล้มละลาย กว่าจะฟื้นต้องใช้เวลานานเป็นทศวรรษ กรณีญี่ปุ่นฟองสบู่แตกเมื่อปี 2538 จนบัดนี้ก็ยังไม่ฟื้นตัวกลับไปที่เดิม

 



จีนจึงระมัดระวังเป็นอย่างยิ่ง เมื่อเศรษฐกิจจีนเริ่มจะเป็นฟองสบู่ เพราะเริ่มมีการเก็งกำไรที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ และลามไปที่ตลาดหุ้น จีนก็รีบดำเนินการตั้งแต่เนิ่นๆ โดยการจำกัดสินเชื่ออสังหาริมทรัพย์ จำกัดการซื้อเพื่อเก็งกำไร ห้ามต่างชาติเข้ามาซื้อ รวมทั้งขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการกู้เพื่อซื้อที่อยู่อาศัย ทำให้ตลาดอสังหาริมทรัพย์ลดความร้อนแรงลง

 



ในขณะเดียวกัน ดัชนีราคาหุ้นในตลาดหุ้นทั้ง 3 ตลาดหลักของจีนคือ เซี่ยงไฮ้ ฮ่องกง ปักกิ่ง แม้แต่ตลาดเล็กอย่างเสินเจิ้น ต่างก็ล้วนถีบตัวสูงขึ้นมาโดยตลอด โดยเฉพาะตลาดหุ้นที่ใหญ่ที่สุดของจีนคือตลาดหุ้นเซี่ยงไฮ้ กล่าวคือ ตลาดหุ้นเซี่ยงไฮ้เคยถีบตัวสูงขึ้นจนถึง 5,166 จุด เมื่อเร็วๆ นี้ และลดลงอย่างรวดเร็วมาอยู่ที่ 3,507 จุดเท่านั้นเอง ส่วนในกรณีของฮ่องกง ดัชนีฮั่งเส็งเคยขึ้นสูงสุด 28,440 ก็ลงมาอยู่ที่ประมาณ 24,350 จุดในขณะนี้

 



เมื่อจีนเห็นว่าสัญญาณเศรษฐกิจเริ่มเป็นฟองสบู่ โดยกำลังจะลุกลามจากภาคอสังหาริมทรัพย์มาที่ภาคการเงินโดยเฉพาะ ทางการจีนจึงใช้มาตรการสกัดฟองสบู่ที่แรงมาก เมื่อเทียบกับประเทศต่างๆ ทั่วโลกที่เคยประสบกับเหตุการณ์เช่นว่า จนเกิดวิกฤตการณ์ทางการเงิน



 

 

มาตรการที่ทางการจีนใช้สกัดฟองสบู่ทางการเงิน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในตลาดหุ้นก็คือ 1) ห้ามมิให้ผู้ใดที่ถือหุ้นบริษัทใดบริษัทหนึ่งเกินกว่า 5 เปอร์เซ็นต์ของทุนจดทะเบียนขายหุ้นบริษัทนั้นเป็นเวลา 6 เดือน 2) ห้ามผู้ที่มีตำแหน่งบริหารในบริษัทขายหุ้นของบริษัทตนเอง 3) เพิ่มสัดส่วนของเงินฝากต่อสินเชื่อหรือ margin สำหรับพวกที่ขายและซื้อล่วงหน้าหรือ short sell เพื่อลดการเก็งกำไรในการซื้อขายหุ้น 4) เมื่อตลาดมีความร้อนแรงขึ้นถึงจุดหนึ่ง แทนที่จะให้ตลาดหยุดทำการซื้อขายชั่วคราวทั้งตลาด หรือ circuit break แบบที่ทำในประเทศอื่นๆ แต่ใช้วิธีให้หยุดทำการซื้อขายหุ้นบางตัวที่มีการซื้อขายอย่างรุนแรง และ 5) จัดตั้งกองทุนพยุงแบบเดียวกับที่ประเทศไทยเราเคยทำ โดยให้บริษัทนายหน้าซื้อขายหุ้นหรือ brokers ลงขันกัน ขณะเดียวกันทางการก็ได้จัดสภาพคล่องหรือสินเชื่อให้สำหรับผู้ถือหุ้นรายใหญ่ที่ถือหุ้นเกินกว่า 5 เปอร์เซ็นต์ของทุนจดทะเบียน รวมทั้งผู้บริหารของบริษัท เจ้าของหุ้น ในการซื้อหุ้นมาเก็บไว้เป็นการลงทุนระยะยาว

 



มาตรการรุนแรงดังกล่าวย่อมได้รับการวิพากษ์วิจารณ์และต่อต้านจากนักเก็งกำไร โดยเฉพาะพวกกองทุนต่างๆ ในสหรัฐอเมริกาและยุโรป เพราะการคาดการณ์ของนักเก็งกำไรผิดหมด การเคลื่อนย้ายเงินทุนเพื่อเก็งกำไรค่าเงินและราคาหุ้นกลายเป็นสิ่งที่ทำได้ยาก หรืออาจจะทำไม่ได้ เพราะทางการจีนยังคงควบคุมอยู่ ยังไม่มีการเปิดเสรีทางการเงิน

 



การที่จีนจะพยายามทำให้เงินหยวนเป็นสกุลเงินที่ใช้เป็นเงินสกุลของธนาคารกลางต่างๆ ของโลก เช่นเดียวกับเงินดอลลาร์สหรัฐ เงินยูโรของยุโรป เงินเยนของญี่ปุ่น จึงเป็นไปได้ค่อนข้างยาก เพราะการควบคุมของทางการจีนทำให้กลไกตลาดการเงินของเงินหยวนทำงานไม่ได้ การที่กลไกตลาดทำงานไม่ได้ นักการเงินถือว่าเป็นความเสี่ยงอย่างหนึ่ง เป็นความเสี่ยงทางการเมืองหรือความเสี่ยงจากนโยบาย ซึ่งตลาดคาดการณ์ไม่ได้ ความหวังที่จีนจะให้เงินของตนเป็น reserve currency จึงเป็นไปได้ยาก เพราะจะทำให้ค่าเงินหยวนและตลาดการเงินผันผวน เป็นอันตรายต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและการเมือง

 



จีนคงจะดำรงการควบคุมตลาดการเงินต่อไป

Permanent link to this article: http://npcusa.info/2015/07/31/%e0%b8%a7%e0%b8%b5%e0%b8%a3%e0%b8%9e%e0%b8%87%e0%b8%a9%e0%b9%8c-%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%81%e0%b8%b9%e0%b8%a3-%e0%b8%95%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%94%e0%b8%ab%e0%b8%b8/

Older posts «

Fetch more items