Time in Bangkok

มายาคติว่าด้วยผู้นำ(ที่)เข้มแข็ง

โดย พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ madpitch@yahoo.com
 


 

เขียนงานชิ้นนี้จากการหยิบงานของศาสตราจาย์ Archie Brown แห่งมหาวิทยาลัยออกซฟอร์ดเล่มใหม่ที่ชื่อ "The Myth of the Strong Leader: Political Leadership in the Modern Age" (Basic Books, 2014) ซึ่งแปลเป็นภาษาไทยง่ายๆ ว่า "มายาคติว่าด้วยผู้นำ(ที่)เข้มแข็ง : ภาวะผู้นำทางการเมืองในยุคสมัยใหม่) มาพลิกๆ ดูแล้วก็ได้รับแรงบันดาลใจขั้นรุนแรง ถึงกับจะต้องเขียนถึงกันสักหน่อย

หนึ่งในความน่าสนใจของงานชิ้นนี้อยู่ที่การศึกษาภาวะผู้นำทางการเมืองของผู้นำในโลกมากมายหลายคน ตั้งแต่อังกฤษ อเมริกา จีน รัสเซีย และอีกหลายประเทศ ซึ่งแตกต่างจากงานประเภทที่ตั้งด้วยทฤษฎีก่อน ด้วยว่างานชิ้นนี้เต็มไปด้วยกรณีศึกษามากมาย

อ่านแล้วนึกถึงบางสังคมที่พยายามพูดแต่เรื่อง "ท่านผู้นำ" โดยเฉพาะประเภทที่แห่แหน สรรเสริญความเฉียบขาด ความเด็ดเดี่ยวของ "ท่านผู้นำ" ว่าแผ่นดินจะดีในไม่ช้า ‚ฮ่าฮ่า.. ‚ จนบางทีก็งงไปหมดว่าที่พูดแบบนั้นน่ะ เพราะเคยอ่านและเข้าถึงประสบการณ์ในแบบอื่นบ้างหรือไม่

แต่ในอีกด้านหนึ่ง การพูดถึงความเป็นผู้นำนั้นก็ย่อมมีข้อจำกัดของมันเหมือนกัน เมื่อพิจารณาเรื่องของการวิเคราะห์การเมือง ด้วยว่าการเมืองนั้นไม่ได้เกี่ยวข้องกับภาวะผู้นำเท่านั้น แต่ยังมีเรื่องของเงื่อนไขทางเศรษฐกิจ วัฒนธรรม หรือการวิเคราะห์ในด้านอื่น เช่น จิตสำนึกของผู้ตาม หรือเงื่อนไขปัจจัยของผู้เลือกตั้ง รวมทั้งความขัดแย้งทางการเมืองในหลายๆ รูปแบบ อย่างไรก็ดี การศึกษาที่เจาะไปที่ตัวผู้นำและภาวะผู้นำของเขาก็ถือว่ายังเป็นมิติที่น่าสนใจและไม่ควรมองข้าม

ยิ่ง โดยเฉพาะการเอาเรื่องภาวะผู้นำมาศึกษาเชื่อมโยงกับโครงสร้างการเมืองการ ปกครองแบบประชาธิปไตยด้วยแล้วเราก็ต้องระมัดระวังมากขึ้นว่าผู้นำเป็นหรือ ไม่เป็นเงื่อนไขทั้งหมดของการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองกันแน่ รวมทั้งการเชื่อมโยงระหว่างผู้นำกับความสำคัญที่เขามีกับองค์ประกอบอื่นของ ประชาธิปไตย ทั้งในแง่ของระบบราชการ เพื่อนฝูงผู้ร่วมงาน ลูกน้อง พรรคการเมืองที่เขาสังกัด (และ "นำ") และพันธมิตรทางการเมือง รวมทั้งประชาชนที่เลือกพวกเขาเข้ามา

รวมกระทั่งความเชื่อลึกๆ ว่า ตกลงนั้น ผู้นำที่เข้มแข็งจะสามารถประคับประคองพาสังคมก้าวออกจากสังคมเผด็จการเข้าสู่ระบอบประชาธิปไตย หรือพูดง่ายๆ ว่าทำให้ประชาธิปไตยลงหลักปักฐาน เป็นปึกแผ่น และเป็น "กฎกติกาเดียว" ในบ้านเมืองได้ไหมในช่วงการเปลี่ยนผ่าน (democratic transition, democratization, and democratic consolidation)

ในหนังสือฉบับนี้ตั้งประเด็นที่น่าสนใจว่า ความเชื่อว่าผู้นำที่เข้มแข็งนั้นจะพาสังคมก้าวรอดและยิ่งใหญ่ทางการเมือง โดยเฉพาะผู้นำประเภทที่เฉียบขาด สั่งการได้ และมีอำนาจเหนือคนอื่นๆ นั้น สิ่งเหล่านี้เป็นภาพลวงตา หรือมายาคติ (ความเชื่อที่ผิดๆ) ทั้งในตัวของวิธีคิดในเรื่องของผู้นำที่เข้มแข็งเอง และในเรื่องของการแบ่งแยกผู้นำออกเป็นพวกที่เข้มแข็งเด็ดขาด กับพวกที่อ่อนแอ-ไม่กล้าตัดสินใจ

ในมุมมองของศาสตราจารย์บราวน์นั้น ผู้นำที่ดีคือผู้นำที่สามารถกำหนดสารัตถะของการเมืองขึ้นมาใหม่ (redefining) และผู้นำที่สามารถสร้างการเปลี่ยนผ่านแก่สังคมได้ (transformative) ไม่ใช่ผู้นำที่เป็นผู้นำเผด็จการเบ็ดเสร็จหรือผู้นำอำนาจนิยม (totalitarian or authoritarian) หรือพูดอีกอย่างหนึ่งก็คือ การจะสามารถกำหนดสารัตถะทางการเมืองขึ้นมาใหม่ และการสร้างการเปลี่ยนผ่านให้กับสังคม (จะปฏิรูปหรือปฏิวัติก็ตามแต่) นั้นไม่จำเป็นจะต้องเป็นเรื่องของผู้นำที่แสดงออกซึ่งความเข้มแข็งเด็ดขาด และการเชื่อว่าผู้นำที่เข้มแข็งเด็ดขาด (รวมทั้งการใช้กำลังเข้าแก้ปัญหาอย่างเฉียบขาด) เอาเข้าจริงไม่สามารถที่จะแก้ปัญหาทางการเมืองที่เกิดขึ้นได้เสมอไป และเป็นมายาคติที่ยิ่งใหญ่และเป็นปัญหาเอามากๆ อีกต่างหาก

ตรงกันข้ามกับมายาคตินั้น การศึกษากรณีชีวประวัติและผลงานของบรรดาผู้นำที่เข้มแข็งเด็ดขาด โดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับอำนาจทหาร หรือแม้กระทั่งอำนาจที่อ้างว่ามาจากการเลือกตั้งอย่างถล่มทลาย (ตรงนี้น่าสนใจมากๆ) นั้นกลับยิ่งสร้างปัญหามากขึ้นและแทบจะเป็นการเริ่มต้นการนับถอยหลังให้กับท่านผู้นำเหล่านั้น หรือพูดภาษาบ้านๆ ก็คือ ผู้นำที่เด็ดขาดนั้นมักจะจบไม่ค่อยดี และบางทีก็นำพาสังคมไปสู่ความฉิบหายได้บ่อยๆ

ที่สำคัญ ผู้นำที่เชื่อว่าตนเองนั้นเข้มแข็ง หรือบรรดาสมุน หรือผู้ได้ประโยชน์อาจจะผลักดัน สรรเสริญเยินยอให้เชื่อว่าตนนั้นเข้มแข็ง เด็ดขาด เด็ดเดี่ยว เอาเข้าจริงตัวผู้นำและระบอบ "ผู้นำเข้มแข็ง" นั้น สิ่งที่เขาทำอาจไม่ใช่การปกครองที่แสดงออกผ่านการตัดสินใจที่เข้มแข็งเด็ดขาดที่ถูกที่ควรก็ได้

พวก ผู้นำและคนที่สนับสนุนผู้นำพวกนี้เขาอาจจะขยันขันแข็งในการเผยแพร่มายาคติ ว่าตนนั้นเข้มแข็งเด็ดขาด และเด็ดเดี่ยว เพียงเพื่อจะปกบิด-บดบัง-กลบเกลื่อนความอ่อนแอหรือจุดบกพร่องของตัวเขาและ ระบอบของเขา ขณะที่คนที่ไม่ได้ดูเป็นผู้นำที่เข้มแข็งหรือเด็ดเดี่ยวนั้นอาจจะสามารถนำพา สังคมไปสู่ความเข้มแข็งจากการระดมเอาสรรพกำลังจากเบื้องลึกของสังคมนั้นออก มาเพื่อทำให้สังคมนั้นก้าวไปสู่เป้าหมายที่ได้ตั้งเอาไว้ได้

 

 

และ นั่นก็คือการที่ผู้นำนั้นอาจจะไม่ต้องเข้มแข็งเด็ดเดี่ยวเหมือนที่เราเข้าใจ และ/หรือสร้างภาพแต่หมายถึงการที่ผู้นำเหล่านั้นประสบความสำเร็จในการทำให้ สังคมนั้นเข้มแข็งและเป็นปึกแผ่นได้เพื่อไปสู่เป้าหมายที่เอื้อประโยชน์ต่อ สังคมเองในท้ายที่สุด

นอกจากนั้นแล้วความเข้มแข็งนั้นจะถือ ว่าเป็นความเข้มแข็งที่แท้จริงได้ก็ต่อเมื่อเป็นความเข้มแข็งที่สามารถนำมา ใช้ได้จริงในทิศทางที่เราต้องการไม่ใช่เป็นความเข้มแข็งแบบที่ควบคุมบังคับ ให้ไปในทิศทางที่เราต้องการไม่ได้ เช่นเป็นคนแข็งๆ เป็นองค์กรแข็งๆ แล้วคิดว่าองค์กรหรือผู้นำเหล่านี้จะแก้ปัญหาวิกฤตของประเทศได้ ทั้งที่ผู้นำและองค์กรที่เข้มแข็งเหล่านี้อาจจะสร้างความเดือดร้อนให้บ้าน เมืองในระยะยาว เพราะความเข้มแข็งของผู้นำและองค์กรเหล่านี้ไม่สามารถถูกควบคุมตรวจสอบและ กำหนดทิศทางได้จากประชาชนและจากคนที่เห็นต่างได้เอาเสียเลย

พูดแบบบ้านๆเท่าที่จะเขียนได้ก็คือ บางครั้งผู้นำที่จัดการทุกอย่างอย่างเฉียบขาด เข้มแข็งนั้น สิ่งที่เขาทำก็คือการปกปิดความไร้ประสิทธิภาพของพวกเขาเอง ซึ่งนั่นก็คือความอ่อนแอ ซึ่งหมายถึงการที่ไม่สามารถแก้ปัญหาได้ในแบบที่ยอมรับความเป็นจริงว่าปัญหามีความซับซ้อน จำต้องระดมสรรพกำลังและความไว้เนื้อเชื่อใจซึ่งกันและกันของทุกฝ่ายที่ขัดแย้งกันมาใช้ได้ การใช้ความเข้มแข็งและเด็ดเดี่ยวเฉียบขาดแบบที่ไม่คำนึงถึงความซับซ้อนของเรื่องนั้น ในระยะยาวจะนำไปสู่ความไม่ไว้เนื้อเชื่อใจของผู้คนในสังคมนั้นที่มีต่อผู้นำและระบอบของผู้นำเหล่านี้ในท้ายที่สุด

แล้วถ้าไม่ใช่ภาพของผู้นำที่เข้มแข็งองค์กรที่เข้มแข็ง หรือระบอบที่เข้มแข็งแล้ว เรากำลังพูดถึงอะไร? คำตอบก็คือ เรากำลังพูดถึงผู้นำในแบบที่ทำงานกับคนอื่นได้ในลักษณะของการเป็นเพื่อนร่วมงานกัน ร่วมกันตัดสินใจ (collective-collegial leader) และทำงานกันเป็นทีม ไม่ใช่มองแค่ว่าฉันเป็นผู้นำแล้วเรียกใช้คนอื่นๆ ให้มารองรับอำนาจของตน หรือพูด/รู้ไปเสียทุกเรื่อง ยิ่งรากฐานของการพูดถึงองค์กรทางการบริหารที่เรียกว่าคณะรัฐมนตรีแล้ว ย่อมหมายถึงการตัดสินใจแบบรับผิดชอบร่วมกัน ไม่ใช่หลักการแบบเจ้านายลูกน้อง แต่เป็นการให้เกียรติซึ่งกันและกัน และนายกรัฐมนตรีก็จะดำรงสถานะของการเป็น "หัวแถวท่ามกลางความเท่าเทียมกัน" (first among the equal)

คือนายกฯก็เป็นหนึ่งในรัฐมนตรี แต่ที่เป็นนายกฯ ก็เพราะเป็น "หัวแถว" ของเพื่อนร่วมงานทั้งหมด (ดังนั้น การตัดสินใจของฝ่ายบริหารจึงออกมาในนาม "มติคณะรัฐมนตรี" หรือที่เรียกง่ายๆ ว่า "มติ ครม." มากกว่าคำสั่งนายกรัฐมนตรี เว้นแต่หน่วยงานบางหน่วยที่ขึ้นตรงกับสำนักนายกฯ (หรือกระทรวงนายกรัฐมนตรีนั่นแหละครับ) จึงใช้คำสั่งสำนักนายกฯ)

ในสังคมประชาธิปไตยหรือแม้กระทั่งสังคมเผด็จการ ผู้นำที่ประสบความสำเร็จอาจไม่ใช่ผู้นำที่เฉียบขาดและมาจากการเลือกตั้งอย่างถล่มทลายเสมอไป และบ่อยครั้งผู้นำที่มีความเข้มแข็งมากเกินไปอาจจะหลงระเริงกับอำนาจและการสนับสนุนที่ตนเองได้มา ทั้งในกรณีการมาจากการเลือกตั้ง หรือกระทั่งการใช้กำลังเข้ายึดครอง จนเชื่อว่าสิ่งที่ตนทำนั้นถูกต้องหรือดีที่สุดในเวลานั้น แต่สิ่งที่พวกเขาทำก็คือไม่ฟังเสียงของคนอื่น ปราบปรามจับกุมหรือกล่าวหาคนที่เห็นต่างว่าไม่รู้เรื่อง ขณะที่ผู้นำพยายามทำให้ประชาชนมองทุกเรื่องเป็นเรื่องของสงครามและความขัดแย้งเสียเอง เช่นการเอาประเทศไปเสี่ยงกับความขัดแย้งในระดับนานาชาติ อาทิ พาประเทศเข้าสู่สงคราม หรือนำพาประเทศไปสู่วิธีคิดแบบแบ่งเขาแบ่งเรา ใครทักท้วงทัดทานก็มองว่าเป็นศัตรู เราไม่ต้องไปง้อเขา

ในความเป็นจริงที่ศึกษากันมา ผู้นำเหล่านี้ในอีกทางหนึ่งไม่เคยปฏิรูปประเทศอย่างจริงจัง สิ่งที่ทำก็คือการต่อยอดจากรัฐบาลที่แล้วๆ มา แล้วนำมาอ้างว่าเป็นความสำเร็จของตนเอง ถึงกับมีการเปรียบเปรยว่า เมื่อเป็นผู้นำนั้นความเฉียบขาดที่ใช้มักเป็นเรื่องการไม่ฟังคนอื่น การปราบปรามคนคิดต่าง หรือนำประเทศสู่ความขัดแย้งกับประเทศอื่น สิ่งนี้เป็นความเฉียบขาดแบบง่ายๆ ขณะที่สิ่งที่ควรทำ อาทิ การปฏิรูปการศึกษาและระบบสวัสดิการของผู้คนในประเทศนั้นกลับล่าช้า และดูจะยากเย็นเสียจริงๆ

มีตัวอย่างบางกรณีที่น่าสนใจในหนังสือเล่มนี้ อาทิ เรื่องของประธานาธิบดีทรูแมนของสหรัฐ (ซึ่งมีบทบาทมากในการกำหนดการพัฒนาในระดับโลก และในเรื่องอื่นๆ) ประธานาธิบดีทรูแมนนั้นขึ้นมาในแบบที่ไม่ได้มีคนคาดหวังมากนัก แต่ทรูแมนอาศัยการทำงานแบบไว้เนื้อเชื่อใจกับทีมงาน ไม่ได้แสดงออกถึงความเด็ดขาดในแง่การสร้างศัตรูกับประเทศอื่น และใช้เวลาส่วนมากในการบริหารในการจูงใจและรับฟังความคิดของทีมงาน จนวันนี้ประธานาธิบดีทรูแมนก็ยังเป็นประธานาธิบดีที่คนอเมริกันรักและศรัทธา ถึงขนาดที่จะนำชื่อไปตั้งเป็นชื่อสถานีรถไฟในนครหลวงของอเมริกา ซึ่งนับเป็นประเพณีที่จะต้องตั้งชื่อสถานที่ตามชื่อคนดังๆ โดยเฉพาะผู้นำ แต่เอาเข้าจริงก็ทำไม่ได้ เพราะทรูแมนบอกเอาไว้ก่อนตายว่า สิ่งเดียวที่เขาต้องการให้มีชื่อของเขาเป็นที่ระลึกในระดับประเทศ คือการตั้งทุนการศึกษาในชื่อของเขาเท่านั้น อย่าได้นำเอาชื่อของเขาไปทำอย่างอื่น

ตัวอย่าง อื่นๆ ที่น่าสนใจก็คือ กรณีของกอร์บาชอฟและเติ้งเสี่ยวผิง ซึ่งสองคนนี้ไม่ได้ขึ้นสู่อำนาจด้วยชัยชนะและความคาดหวังอย่างถล่มทลาย กรณีของกอร์บาชอฟนั้น ขึ้นมาหลังจากผู้นำประเทศที่แก่มากๆ สามคนลาโลกไปในช่วงสามปี จนถือว่าเป็นความอับอายอย่างหนึ่งของระบอบโซเวียตอันยิ่งใหญ่ ที่ผู้นำร่วงไปทีละคน แต่กอร์บาชอฟก็ใช้ความนุ่มนวลของเขาในการปฏิรูปประเทศ ท่ามกลางการแสวงหาการสนับสนุนจากคนหลายกลุ่ม ซึ่ง ศาสตราจารย์บราวน์ก็ยกอีกตัวอย่างหนึ่งมาคู่กันด้วยนั่นก็คือเติ้ง เสี่ยวผิง ซึ่งนอกจากไม่ได้รับความนิยมในตอนก้าวเข้าสู่อำนาจ แต่ยังถูกดองเอาไว้ในหลายช่วงเวลาก่อนที่จะสามารถผลักดันการเปลี่ยนแปลงใน ระดับที่พลิกฟ้าคว่ำแผ่นดินของจีนทั้งในแง่การมุ่งไปข้างหน้าทางเศรษฐกิจ และการล้มล้างลัทธิเหมาทางการเมืองไปด้วย

อีกตัวอย่างที่อาจจะคิดกันไม่ถึงก็คือ โทนี่ แบลร์ของอังกฤษ ที่มาจากการเลือกตั้งอย่างถล่มทลาย แต่เอาเข้าจริงเมื่อตอนบริหารงานนั้น หลายส่วนก็สืบต่องานจากพรรคอนุรักษนิยมไม่ใช่น้อย แถมยังพาประเทศเข้าสู่สงครามอิรักและไปสร้างพันธมิตรกับบุชอีกต่างหาก พูดง่ายๆ คือจบไม่สวยเท่าไหร่

เอาเป็นว่าโดยสรุปแล้ว หนึ่งในคุณูปการสำคัญของการศึกษาในเรื่องของผู้นำและมายาคติเรื่องผู้นำเข้มแข็งเด็ดขาดนี้ ทำให้เราต้องคิดวิเคราะห์แยกแยะให้เห็นว่า เราควรพิจารณาว่าผู้นำนั้นจะสร้างสังคมให้เข้มแข็งในการระดมสรรพกำลังต่างๆ มาร่วมกันเปลี่ยนแปลงสังคมผ่านความไว้เนื้อเชื่อใจกันในทางบวกได้อย่างไร หมายถึงทุกฝ่ายยินยอมที่จะอยู่ด้วยแบบวิพากษ์วิจารณ์กันได้ ไม่ใช่ทำให้มายาคติเรื่องผู้นำเข้มแข็งแบบที่สังคมจะยิ่งอ่อนแอลง มิหนำซ้ำยังทำให้มายาคตินั้นกลายเป็นลัทธิบูชาผู้นำ (from the myth of the strong leader to the cult of strong leader) เข้าไปอีก

 

 

นั่นคือนอกจากวิจารณ์วิพากษ์อะไรไม่ได้แล้ว เมื่อเห็นต่างจากผู้นำที่ขาย/อ้างภาพลักษณ์แบบเด็ดขาด ยังอาจจะถูกจัดการด้วยขบวนการบูชาผู้นำจำพวกนี้เข้าไปอีก

……….

 

 

(ที่มา:หน้า 20 มติชนรายวัน 2 กันยายน 2557)

 


 

Permanent link to this article: http://npcusa.info/2014/09/02/%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%b2%e0%b8%84%e0%b8%95%e0%b8%b4%e0%b8%a7%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%94%e0%b9%89%e0%b8%a7%e0%b8%a2%e0%b8%9c%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b8%b3%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88/

ฮิวแมนไรท์ วอทช์เรียกร้อง รบ.ไทยยุติการกักขังผู้อพยพเด็กในศูนย์ ตม.

เปิด ตัวรายงาน "สองปีที่ไร้จันทร์" ฮิวแมนไรท์ วอทช์ เผยผู้อพยพเด็กที่ถูกกังขังใน ตม. ได้รับการปฏิบัติเลวร้าย เสี่ยงด้านสุขภาพ-พัฒนาการ-เกิดผลกระทบต่อจิตใจ เรียกร้อง รบ.ไทยเคารพสิทธิเด็ก เลิกใช้วิธีกักขังเด็กใน ตม. ทันที

2 ก.ย. 2557 – ช่วงเช้าวันนี้ที่สมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศแห่งประเทศไทย หรือ FCCT กรุงเทพมหานคร มีการแถลงข่าวเปิดตัวรายงาน "Two years with no moon: Immigration Detention of Children in Thailand" หรือ "สองปีที่ไร้จันทร์ การกักตัวเด็กในสถานกักกันตัวของสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองในประเทศไทย"

ทั้ง นี้การแถลงข่าวเปิดตัวรายงานในช่วงเช้าของฮิวแมนไรท์ วอทช์ ไม่มีเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้ามาห้ามการแถลงข่าว อย่างที่เกิดขึ้นกับการแถลงข่าวและเผยแพร่รายงานสิทธิมนุษยชนหัวข้อ "ความยุติธรรมที่ปิดปรับปรุง" ของศูนย์ทนายเพื่อสิทธิมนุษยชน ร่วมกับมูลนิธิผสานวัฒนธรรม และแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย (อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง)

โดย รายงาน 67 หน้าฉบับนี้ เปิดเผยถึงสถานการณ์ที่เด็กนับพันคนถูกกักขังในสถานกักกันตัวคนต่างด้าวของ สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) โดยรายงานซึ่งมีการสัมภาษณ์เด็กย้ายถิ่น 41 ราย ผู้ใหญ่ 64 ราย ที่ถูกกักขังหรือได้รับผลกระทบจากการได้รับการปฏิบัติจากตำรวจและเจ้า หน้าที่ ตม. รวมทั้งสัมภาษณ์ผู้แทนองค์กรระหว่างประเทศ องค์กรพัฒนาเอกชน ผู้นำชุมชนอพยพและนักกฎหมาย ระบุว่า การกักตัวเด็กในสถานกักกันตัวคนต่างด้าวในประเทศไทยเป็นการละเมิดสิทธิเด็ก เกิดความเสี่ยงต่อทั้งสุขภาพและสุขภาวะและเป็นอันตรายต่อการพัฒนาการของเด็ก อย่างไร รัฐบาลไทยควรยุติการกักขังเด็กโดยใช้เหตุผลด้านการเข้าเมือง ฮิวแมนไรท์ วอทช์กล่าว

ทั้งนี้ อลิซ ฟาร์เมอร์ นักวิจัยด้านสิทธิเด็กของฮิวแมนไรท์ วอทช์ และเป็นผู้เขียนรายงานดังกล่าว ได้แถลงว่า เรียกร้องให้รัฐบาลไทย "เลิกมาตรการกักตัวเด็กในสถานกักตัวของ ตม. ควรมีทางเลือกในการดูแลเด็ก และเด็กควรมีทางเลือกมากกว่านี้ เช่น ได้รับการประกันตัว"

"เด็กย้ายถิ่นที่ถูกกักขังในประเทศไทยต้องได้รับ ความทุกข์ยากอย่างไม่ควร เกิดขึ้น อยู่ในที่กักขังที่แออัดและสกปรก ขาดอาหารตามหลักโภชนาการ การศึกษา และสถานที่เพื่อการออกกำลังกายที่เพียงพอ"

ฟาร์เมอร์อธิบายด้วยว่า การกักขังเด็กที่อพยพมากับผู้ใหญ่ไม่ควรเกิดขึ้น เพราะเด็กไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับเขา เขาไม่ได้เป็นผู้เลือกว่าจะต้องลี้ภัยหรือไม่ เด็กจำนวนมากได้รับผลกระทบทางจิตใจอย่างร้ายแรงระหว่างที่อยู่ในที่กักขัง

ทั้ง นี้ในรายงานของฮิวแมนไรท์ วอทช์ ระบุว่าผู้ย้ายถิ่นมักถูกกักขังอย่างไม่มีกำหนด และขาดกลไกที่พึ่งพาได้เพื่ออุทธรณ์เมื่อถูกลิดรอนสิทธิเสรีภาพ การกักขังอย่างไม่มีกำหนดและปราศจากช่องทางในการร้องขอให้มีการพิจารณาตาม กระบวนการยุติธรรมคือการกักขังตามอำเภอใจซึ่งขัดต่อกฎหมายระหว่างประเทศ

จาก ข้อมูลขององค์การระหว่างประเทศเพื่อการโยกย้ายถิ่นฐาน (IOM) ระบุว่า มีเด็กย้ายถิ่นราว 3.75 แสนคนในประเทศ จำนวนมากเป็นบุตรแรงงานข้ามชาติจากประเทศเพื่อนบ้าน เด็กที่เป็นผู้ลี้ภัยและผู้แสวงหาที่พักพิงในกลุ่มผู้ลี้ภัยเด็กในประเทศไทย นั้นมีเด็กจากพม่ามากที่สุด โดยจำนวนมากลี้ภัยมาพร้อมกับครอบครัว เพื่อหลบหนีการโจมตีของกองทัพพม่าในพื้นที่ของกลุ่มชาติพันธุ์ นอกจากนี้ยังอพยพเนื่องจากการกระทำรุนแรงต่อชาวมุสลิมโรฮิงยาในรัฐยะไข่ นอกจากนี้ยังมีผู้ลี้ภัยเด็กจากพื้นที่อื่นเช่น ปากีสถาน ศรีลังกา โซมาเลีย ซีเรีย และอื่นๆ

ในรายงานของฮิวแมนไรท์ วอทช์ เปิดเผยว่า ผู้ย้ายถิ่นจากประเทศเพื่อนบ้าน เช่น พม่า กัมพูชา และลาวมีแนวโน้มที่จะถูกควบคุมตัวไว้ในสถานกักกันตัวเพียงไม่กี่วันหรือไม่ กี่สัปดาห์หลังถูกจับกุมและจะส่งไปที่ชายแดนเพื่อส่งกลับหรือปล่อยตัว อย่างไรก็ตาม ครอบครัวผู้ลี้ภัยจากประเทศที่ไม่มีพรมแดนติดกับไทย ต้องเผชิญทางเลือกระหว่างการถูกกักขังกับลูกอย่างไม่มีกำหนด เพื่อรอคอยเป็นเวลาหลายเดือนหรือหลายปีเพื่อโอกาสอันน้อยนิดในการไปตั้งถิ่น ฐานในประเทศที่สาม หรือจ่ายค่าเดินทางกลับประเทศตนพร้อมด้วยความหวาดกลัวต่อการถูกดำเนินคดี คนเหล่านั้นถูกกักขังอย่างไม่มีกำหนดในสถานที่กักขังของ ตม.

รายงาน ระบุด้วยว่า พ่อแม่ของผู้อพยพเด็กซึ่งอยู่รวมกันในสถานที่กักขังของ ตม. ต้องจ่ายค่าอาหารเสริมที่ลักลอบนำเข้ามาในราคาสูงเพื่อให้ลูกได้รับอาหารตาม ความจำเป็นด้านโภชนาการ ยิ่งกว่านั้นสภาพกักกันตัวคนต่างด้าวยังเป็นอันตรายต่อสุขภาพจิตของเด็กโดย เป็นการตอกย้ำความบอบช้ำทางจิตใจที่เคยเกิดขึ้นก่อนหน้านี้และทำให้เกิดความ หดหู่และความวิตกกังวลตลอดไป การที่เจ้าหน้าที่ ตม. ไม่สามารถจัดหาอาหารตามหลักโภชนาการและโอกาสในการออกกำลังกายและสถานที่เล่น ของเด็กได้อย่างเพียงพอ ถือเป็นการละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐานของเด็กตามที่ระบุไว้ในอนุสัญญาสิทธิเด็ก ที่ประเทศไทยเคยให้สัตยาบัน

ฟาร์เมอร์กล่าวด้วยว่า ผู้ลี้ภัยในเมืองอาศัยอยู่ในกรุงเทพขณะนี้ได้เพิ่มจำนวนจากเดิม 4 พันคนเป็น 8 ถึง 9 พันคน โดยปัจจุบันมีผู้อพยพเพิ่มขึ้นได้แก่ ชาวซีเรีย ชาวปาเลสไตน์จากซีเรีย และชาวคริสต์จากปากีสถาน ฯลฯ

ผู้รายงานของฮิ วแมนไรท์ วอทช์ เปิดเผยว่า จากการลงพื้นที่ศูนย์ควบคุมตัวของ ตม. ในหลายจังหวัดเช่น ระนอง เชียงใหม่ แม่สอด และกรุงเทพ พบว่าการควบคุมตัวยังห่างไกลจากมาตรฐานสากล ผู้ถูกควบคุมตัวอยู่ในที่แออัด ไม่มีแม้แต่พื้นที่จะนอนในศูนย์ควบคุมตัวของ ตม. ผู้ถูกควบคุมตัวถูกปฏิบัติอย่างเลวร้าย การขาดโอกาสในการศึกษา รวมทั้งขาดแคลนการได้รับการบริการทางสุขภาพ

"การที่เจ้าหน้าที่ ตม. ไม่จัดการให้เด็กย้ายถิ่นหรือเด็กผู้แสวงที่พักพิงได้รับการศึกษาอย่างพอ เพียง ถือว่าเป็นการทำให้เด็กขาดโอกาสในการพัฒนาการทางสังคมและสติปัญญา อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็กได้ระบุว่าเด็กทุกคนมีสิทธิที่จะได้รับการศึกษาโดย ปราศจากการเลือกปฏิบัติบนพื้นฐานของสัญชาติหรือสถานภาพการเข้าเมือง"

"ความ เห็นของดิฉันก็คือ เด็กไม่ควรอยู่ในที่ควบคุมตัว เหมือนกับกฎหมายระหว่างประเทศ รัฐบาลไทยควรมีทางเลือกอื่นแทนการกักขังในสถานที่ควบคุมตัว" ฟาร์เมอร์กล่าว

ทั้ง นี้ในรายงานของฮิวแมนไรท์ วอทช์ เสนอให้ประเทศไทยใช้ทางเลือกอื่นแทนการกักขังโดยทันทีซึ่งมีการใช้ได้อย่าง มีประสิทธิผลในประเทศอื่นๆ เช่น ศูนย์แรกรับแบบเปิดและโครงการปล่อยตัวโดยมีเงื่อนไขซึ่งโครงการเหล่านี้มี ค่าใช้จ่ายน้อยกว่าการกังขัง เคารพต่อสิทธิเด็ก และคุ้มครองอนาคตของเด็ก

"ทั้ง นี้ประเทศไทยต้องมีมาตรการที่ทำให้มั่นใจได้ว่า ครอบครัวของผู้อพยพจะได้อยู่ด้วยกัน และผู้อพยพเด็กได้อยู่ในสถานที่ซึ่งเหมาะสม ประเทศไทยมีศักยภาพที่จะปฏิบัติได้ตามมาตรฐานและกฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่าง ประเทศ" ฟาร์เมอร์กล่าวเพิ่มเติมระหว่างแถลงข่าว

ส่วนปฏิกิริยาจากทาง การไทยนั้น ในรายงานฉบับดังกล่าวของฮิวแมนไรท์ วอทช์ ตีพิมพ์จดหมายจากกระทรวงการต่างประเทศความยาว 7 หน้า โดยปฏิเสธว่าการกักตัวผู้ย้ายถิ่นมิได้เป็นการกระทำตามอำเภอใจ พร้อมแถลงว่าการกักขังเด็กย้ายถิ่นจำนวนน้อยในประเทศไทย ไม่ได้เป็นผลมาจากนโยบายของรัฐบาล หากแต่เป็นความต้องการของผู้เป็นบิดามารดาและเด็ก หรือการอยู่ร่วมกันเป็นครอบครัว และความยากลำบากในการดำเนินงาน

"นโยบาย การกักตัวคนเข้าเมืองของประเทศไทย ทำให้คำกล่าวอ้างเรื่องการให้ความคุ้มครองเด็กของรัฐบาลหมดความน่าเชื่อถือ อย่างแท้จริง เนื่องจากรัฐบาลทำให้เด็กตกอยู่ในภาวะเสี่ยงโดยไม่สมควร" ฟาร์เมอร์กล่าว "เรื่องที่น่าเศร้าคือเป็นที่รู้กันมานานนับปีว่าสถานที่กักขังเหล่านี้มี สภาพย่ำแย่และต่ำกว่ามาตรฐานสากลอย่างมาก แต่รัฐบาลไทยมีการดำเนินงานเพียงเล็กน้อยหรือไม่มีเลยเพื่อแก้ไขปัญหาเหล่า นี้"

Permanent link to this article: http://npcusa.info/2014/09/02/5918/

‘คสช.’ แจงเสวนา ‘ความยุติธรรมที่ปิดปรับปรุง’ ยังไม่เร่งด่วน มีเรื่องจำเป็นมากกว่านี้

 

ทีมโฆษก คสช. ชี้แจงกรณีทหารขอความร่วมมือศูนย์ทนายฯ งดจัดเสวนา ‘ความยุติธรรมที่ปิดปรับปรุง’ ระบุคณะผู้จัดได้เข้าใจพูดคุยกันเป็นที่เรียบร้อย ชี้หากภาคประชาชนอยากจะเสนอแนะมาทาง คสช. เปิดช่องทางไว้ ที่ สปช.และศูนย์ดำรงธรรม

พ.ต.อ.ไชยา คงทรัพย์ ผกก.สน.ลุมพินี ถือจดหมายของ พ.ท.ภาสกร กุลรวิวรรณ ผู้บังคับการ ม.พัน 1 รอ. ให้ตำรวจถือจดหมายขอให้ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนงดจัดกิจกรรมแถลงข่าว และเสวนา "ความยุติธรรมที่ปิดปรับปรุง" ที่ FCCT เมื่อวันที่ 2 กันยายน 2557
 

2 ก.ย.2557 จากกรณีที่เจ้าหน้าที่ทหารมีจดหมายด่วนถึงศูนย์ทนายเพื่อสิทธิมนุษยชนขอความ ร่วมมือให้ยกเลิกการจัดงานแถลงข่าวและเสวนา ‘ความยุติธรรมที่ปิดปรับปรุง’ ที่สมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศ (FCCT) ที่จะจัดขึ้นเวลา 14.00 น. ทางศูนย์ทนายฯ ได้แจ้งผู้สื่อข่าวว่าจะไปรอรับหนังสืออย่างเป็นทางการที่สถานที่จัดงาน ซึ่งผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่ามีเจ้าหน้าที่ทั้งในและนอกเครื่องแบบดูแล อยู่ตั้งแต่งานเริ่ม พร้อมทั้งมีผู้สื่อข่าวทั้งไทยและต่างประเทศรอทำข่าวจำนวนมาก

กระทั่งเวลา ประมาณ 14.30 น. พ.ต.อ.ไชยา คงทรัพย์ ผกก. สน.ลุมพินี เดินทางมายังห้องประชุมเพื่อยื่นหนังสือต่อศูนย์ทนายความเพื่อขอความร่วมมือ งดจัดงาน โดยหนังสือ ลงชื่อ พ.ท.ภาสกร กุลรวิวรรณ ผู้บังคับกองพันทหารม้าที่1 รักษาพระองค์ จากนั้นภาวิณี ชุมศรี ตัวแทนจากศูนย์ทนายฯ ได้ชี้แจงถึงความจำเป็นในการงดจัดงานต่อผู้สื่อข่าว พร้อมทั้งยืนยันว่าจะหาทางนำเสนอรายงานสถานการณ์สิทธิมนุษยชนหลังการรัฐ ประหารในโอกาสต่อไป

มติชนออนไลน์รายงาน ด้วยว่า พ.อ.หญิง ศิริจันทร์ งาทอง ทีมโฆษกคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ชี้แจงถึงกรณีของกองพันทหารม้าที่ 1 รักษาพระองค์ ได้ทำจดหมายแจ้งขอความร่วมมือให้ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน งดจัดกิจกรรมแถลงข่าวและเสวนา “ความยุติธรรมที่ปิดปรับปรุง” ซึ่งมีกำหนดจะจัดขึ้นในวันนี้ เวลา 14.00 น.ที่สมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศ (FCCT) ว่า ในเบื้องต้นที่ทราบรายละเอียดทางคณะผู้จัดได้เข้าใจพูดคุยกันเป็นที่เรียบ ร้อยแล้ว และทางคณะผู้จัดก็ยินยอมโดยไม่ได้มีปัญหาแต่ประการใด ทั้งนี้ต้องเข้าใจว่าหากกลุ่มภาคประชาชน หรือภาคส่วนต่างๆในสังคมอยากจะเสนอแนะข้อมูลความคิดเห็นใดๆมา ทาง คสช.ก็ได้เปิดช่องทางไว้อยู่แล้ว เช่น ในชั้นของสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ศูนย์ดำรงธรรม และศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ของประชาชนที่ทำเนียบรัฐบาล เป็นต้น  ดังนั้นก็ต้องใช้ช่องทางตรงนี้แต่กรณีดังกล่าวต้องขอชี้แจงว่า ทาง คสช.ไม่ได้ปิดกั้น หรือสั่งห้ามการแสดงความคิดเห็นของประชาชนแต่อย่างใด ทว่าในหัวข้อของการจัดแถลงข่าว และการเสวนานั้น ค่อนข้างที่จะมีเนื้อหาละเอียดอ่อนมากที่อาจจะส่งผลต่อการรับรู้ในบริบทช่วง นี้ได้

"สำหรับการแสดงความคิดเห็นนั้น คสช.ไม่บังคับ ไม่ห้ามเลย และให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย ซึ่งดูได้จากที่ผ่านๆมามีหรือไม่ที่ คสช.ไปบังคับ หากแต่จะเน้นในลักษณะขอความร่วมมือกันมากกว่า" พ.อ.หญิง ศิริจันทร์ กล่าว และว่า กิจกรรมแถลงข่าวและเสวนา “ความยุติธรรมที่ปิดปรับปรุง” นั้น ตนคิดขอเว้นไว้ก่อนสักระยะหนึ่งดีกว่า เพราะยังไม่เป็นประเด็นเร่งด่วนแต่อย่างใด เนื่องจากยังมีเรื่องที่จำเป็นมากกว่านี้

Permanent link to this article: http://npcusa.info/2014/09/02/%e0%b8%84%e0%b8%aa%e0%b8%8a-%e0%b9%81%e0%b8%88%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%a7%e0%b8%99%e0%b8%b2-%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%a2%e0%b8%b8%e0%b8%95%e0%b8%b4%e0%b8%98%e0%b8%a3/

Older posts «

Fetch more items