Time in Bangkok

การเมืองไร้เสถียรภาพ… 8 ปี มี 8 นายกฯ พ่อค้าเจ๊ง…ชาวบ้านจน

ที่มา มติชนออนไลน์
วันที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2558

หลักศิลา กลางน้ำเชี่ยว
มุกดา สุวรรณชาติ
มติชนสุดสัปดาห์ 17-23 เมษายน 2558

จากรัฐประหารปี 2549

ถึงรัฐประหารปี 2557

สถานการณ์เปลี่ยนเร็วยิ่งทุกปี

ถ้าใช้นายกฯ เฉลี่ยปีละคน วิเคราะห์ตามหลักรัฐศาสตร์ นี่เป็นความไร้เสถียรภาพของประเทศไทยในช่วง 10 ปีหลัง

ซึ่งมีผลต่อความมั่นใจทั้งของคนในประเทศและคนต่างประเทศ การลงทุน การค้าขายย่อมหดหายไปเป็นธรรมดา

เรื่องนี้หลายคนหลายพวกมีส่วนร่วมทำให้เกิดการไร้เสถียรภาพทางการเมืองภาพที่ปรากฏต่อสายตาคนทั้งโลกมีหลายช่วงเวลาเมืองหลวงของเรามีลักษณะเป็นอนาธิปไตย

ปี2549ล้มทักษิณเดือนพฤษภาคมศาลตัดสินให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ ชะตากรรมของนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร ก็ถูกกำหนดเช่นกัน

นายกฯ ทักษิณที่มาจากการเลือกตั้ง ครั้งที่ 2 ปี 2548 ด้วยเสียงท่วมท้น แต่เมื่อเจอแรงกดดันจากอำนาจนอกระบบ ก็ต้องยุบสภาดำรงฐานะรักษาการ

การเลือกตั้งใหม่แม้ชนะ แต่ก็เป็นโมฆะ กำหนดการเลือกตั้งทดแทน ในเดือนตุลาคม ยังไม่ทันถึงก็ถูกรัฐประหารในวันที่ 19 กันยายน 2549 ในขณะเป็นนายกฯ รักษาการ ปฏิบัติภารกิจอยู่ที่สหประชาชาติ สหรัฐอเมริกา

สถานการณ์เปลี่ยนเร็วยิ่งทุกเดือน

ปี2550เรามีนายกฯพลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ ซึ่งลาออกจากองคมนตรี มาเป็นนายกรัฐมนตรี จากการแต่งตั้งโดยคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คปค.) เมื่อ 1 ตุลาคม 2549

มีผลงานการสร้างรัฐธรรมนูญ 2550 และดำเนินการเลือกตั้ง โดยไม่สืบทอดอำนาจด้วยตนเอง จึงจบหน้าที่นายกฯ หลังเลือกตั้งปลายปี 2550 และกลับดำรงตำแหน่งองคมนตรีอีกครั้ง

ปี 2551 ปีนี้มีนายกฯ 2 คน คนแรก นายสมัคร สุนทรเวช ในฐานะหัวหน้าพรรคพลังประชาชน ซึ่งตั้งขึ้นแทนพรรคไทยรักไทยที่ถูกยุบไป แม้จะถูกยุบพรรคและมี ส.ส. ถูกตัดสิทธิทางการเมือง 111 คน แต่ประชาชนก็เลือกให้มาเป็นนายกฯ จนได้

รับตำแหน่งเดือนมกราคม 2551 เดือนพฤษภาคม ม็อบพันธมิตรเสื้อเหลือง ก็มาล้อมทำเนียบ

เดือนสิงหาคม ก็ยึดทำเนียบ ศาลแพ่งสั่งให้ม็อบถอนออกจากทำเนียบ แต่ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาให้ยกคำสั่งคุ้มครองของศาลชั้นต้นดังกล่าว ทำให้กลุ่มพันธมิตรฯ ยังคงใช้ทำเนียบรัฐบาลเป็นสถานที่ชุมนุมต่อไป

จนกระทั่งมีการพิจารณาอย่างสุกเอาเผากินใช้ตุลาการภิวัฒน์ปลดนายสมัครจากนายกฯในข้อหาสอนทำกับข้าวออกโทรทัศน์

นายกฯสมชาย วงศ์สวัสดิ์ สภาผู้แทนฯ เลือกมาเป็นนายกฯ เมื่อเดือนกันยายน 2551 แต่ไม่ได้เข้าทำเนียบเพราะถูกกลุ่มพันธมิตรเสื้อเหลืองยึดต่อเนื่อง และลุกลามไปถึงขั้นปิดสนามบิน สุดท้ายก็ถูกตุลาการภิวัฒน์ ยุบพรรคพลังประชาชน สั่งปลดนายกฯ อีกเช่นกัน ในวันที่ 2 ธันวาคม 2551

นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล รักษาการนายกฯ แทน 2 สัปดาห์

การยึดอำนาจจากนายกฯ ทักษิณ ว่าเร็วแล้ว สถานการณ์ในปี 2551 เปลี่ยนเร็วยิ่งกว่า และซับซ้อนกว่า ภายใต้จุดหมายเดียวกัน

ปี 2552 เป็นการพลิกกลับขั้ว เมื่อมีการดึง ส.ส. ของพรรคเพื่อไทยส่วนหนึ่งโดย นายเนวิน ชิดชอบ เป็นแกนนำเข้าไปสนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) เริ่มแต่ปลายปี 2551 การเจรจาในค่ายทหารตกลงที่มีการตั้งรัฐบาลเทพประทานได้นายอภิสิทธิ์เป็นนายกฯ

ปี2553นายกฯยังเป็นอภิสิทธิ์คนเดิม แต่สถานการณ์กลับข้าง เดือนเมษายน-พฤษภาคม 2553 ก็เกิดการชุมนุม นปช. อภิสิทธิ์จึงเพิ่มมาตรการรักษาความมั่นคงอย่างมาก รวมทั้งเข้มงวดกับการตรวจพิจารณาสื่อมวลชนและอินเตอร์เน็ต ตลอดจนสั่งปิดสถานีโทรทัศน์ และสถานีวิทยุที่ดำเนินงานโดยกลุ่มผู้ชุมนุม อย่างไรก็ตาม มาตรการดังกล่าวไม่สามารถยับยั้งกลุ่มผู้ชุมนุมมิให้เดินทางเข้ามายังกรุงเทพมหานครได้

จากการชุมนุมที่ราชดำเนินจากกลางเดือนมีนาคมเข้าสู่เดือนเมษายนกลุ่มผู้ชุมนุมปิดการจราจรที่แยกราชประสงค์วันที่ 8 เมษายน อภิสิทธิ์ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรง

10 เมษายน กำลังทหารเข้าสลายการชุมนุมที่สะพานผ่านฟ้าลีลาศ ทำให้มีผู้เสียชีวิต 24 คน มีช่างภาพชาวญี่ปุ่นเสียชีวิตรวมอยู่ด้วย 1 คน และทหารเสียชีวิต 5 นาย ตลอดจนมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีกมากกว่า 800 คน วันที่ 14 เมษายน แกนนำประกาศรวมที่ชุมนุมไปยังแยกราชประสงค์เพียงแห่งเดียว วันที่ 22 เมษายน เหตุปาระเบิดมือทำให้มีผู้เสียชีวิต 1 คน และได้รับบาดเจ็บอีก 86 คน

ต่อมา รัฐบาลสั่งการให้กำลังทหารเข้าล้อมพื้นที่แยกราชประสงค์ ด้วยกำลังรถหุ้มเกราะและพลซุ่มยิงในระหว่างวันที่ 14-18 พฤษภาคม ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 41 คน และบาดเจ็บกว่า 250 คน

วันที่ 19 พฤษภาคม กำลังทหารเข้ายึดพื้นที่เป็นครั้งสุดท้าย จนถึงแยกราชประสงค์ จนมีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บเพิ่มขึ้นอีก แกนนำ นปช. ประกาศยุติการชุมนุม และยอมมอบตัวกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ

การชุมนุมประท้วงเรียกร้องให้ยุบสภาของกลุ่มคนเสื้อแดงที่ถูกปราบปรามจนมีผู้เสียชีวิตนับร้อยคนบาดเจ็บเป็นพันทำให้สถานการณ์นี้ตึงเครียดจนผู้คนกลัวว่าจะเกิดสงครามเหมือนหลัง 6 ตุลาคม 2519

แต่ดูเหมือนฝ่ายนำของเสื้อแดงยึดมั่นแนวทางรัฐสภาอย่างจริงจัง

ปี2554ได้นายกฯหญิงยิ่งลักษณ์ ชินวัตร

สถานการณ์บังคับให้นายอภิสิทธิ์ต้องยุบสภาเลือกตั้งใหม่ ตอนนั้นคิดว่า ปชป. รวมกับภูมิใจไทย แล้วจะชนะเพื่อไทย แต่สิ่งที่เกิดขึ้นเกินกว่าที่จะคาดถึง

ก่อนการเลือกตั้ง 2554 คนที่รู้จัก นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ยังคงอยู่ในแวดวงธุรกิจ ประชาชนทั่วไปนึกหน้าตาไม่ออกว่าเป็นอย่างไร มาเห็นอีกครั้งก็ตอนหาเสียงเลือกตั้ง และในเวลาประมาณสองเดือนก็ได้เป็นนายกฯ หญิงคนแรกของไทย

การชนะของพรรคเพื่อไทยแยกไม่ออกจากการทุ่มเทของคนเสื้อแดง และชาวบ้านซึ่งศรัทธาอดีตนายกฯ ทักษิณ เมื่อได้นายกฯ มือใหม่หัดขับก็มีคนปรามาสว่าอยู่รอดไม่เกินหกเดือนในสถานการณ์ที่เกมการเมืองแรงและเปลี่ยนเร็วแบบนี้

ที่จริงยังไม่ทันรับตำแหน่งดีน้ำก็เริ่มท่วมแล้วถือว่าเป็นน้ำท่วมใหญ่ในรอบร้อยปีแต่ก็น่าแปลกที่ไม่ถูกทั้งน้ำและการเมืองพัดไปออกทะเลในช่วงสามเดือนหกเดือนแรก

หลังจากนั้นนายกฯหญิงคนนี้ก็ตั้งตัวใช้สุดยอดวิชาคือขยันทำงานอดทนต่อเสียงวิจารณ์รับฟังความคิดเห็นและหาคนช่วยงานมากๆแต่การโจมตีและเกมการเมืองก็ยังเดินต่อไปอย่างไม่สิ้นสุด สารพัดม็อบเข้าจู่โจม

ปี 2555-2556 สถานการณ์ทำท่าเหมือนจะนิ่ง หลายคนเข้าใจว่า วิกฤติจากความขัดแย้งคลี่คลายลงไปแล้วประชาชนจะจำม็อบแช่แข็งได้ พอนึกถึงม็อบดาวแดงออกบ้าง และคลื่นใหญ่ก็มาซัดเข้าใส่เมื่อเจอม็อบของนักการเมืองตัวจริงเสียงจริง ที่มีขาใหญ่และสารพัดองค์กรหนุนหลัง ม็อบ กปปส. ในปลายปี 2556

ปี 2557 มีนายกฯ 3 คน เกมหนัก เกมเร็ว แรง โหด แม้นายกฯ ยุบสภา แต่ผลก็เป็นเช่นเดียวกับรัฐบาลทักษิณคือยุบแล้วก็มีคนล้มเลือกตั้ง ศาลตัดสินให้เป็นโมฆะ เท่านั้นยังไม่พอ ความที่คนนิยมนายกฯ คนนี้มาก กลัวว่ารักษาการนายกฯ จะไปลงเลือกตั้งใหม่ จึงต้องมีการฟ้องร้องและปลดจากตำแหน่งนายกฯ

สถานการณ์เปลี่ยนเร็วจริงๆ ใครจะคิดบ้างว่าเมื่อสงกรานต์ปี 2556 นายกฯ ยิ่งลักษณ์ ยังไปทำบุญที่วัดพระสิงห์ จ.เชียงใหม่ ปี 2557 เล่นสงกรานต์อยู่ที่เชียงใหม่เหมือนเดิมแต่อยู่ในฐานะนายกฯ รักษาการเพราะยุบสภาไปแล้ว และการเลือกตั้งก็ยังไม่สำเร็จ

พอถึงเดือนพฤษภาคม ก็ยังถูกปลดจากนายกฯ รักษาการ ข้อหาไปย้าย นายถวิล เปลี่ยนศรี

หลังจากนั้นก็มีการรัฐประหาร มีคนหวังจะมีนายกฯ สุญญากาศ แต่ ครม. สามารถตั้งรักษาการนายกฯ ได้ คือ นายนิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล

เมื่อเป้าหมายการทำให้เกิดสุญญากาศทางการเมืองไม่เป็นไปตามแผน คนที่อยากเป็นรัฏฐาธิปัตย์ก็แห้วไปตามกัน เพราะพรรคเพื่อไทยได้ตั้งนายกฯ ขึ้นมาปฏิบัติหน้าที่รักษาการแทน

ถึงตอนนี้เกมการเมืองที่วางแผนมานานนับปีก็ไม่สามารถจะเดินต่อในเกมตุลาการภิวัฒน์ได้อีกสุดท้ายการล้มรัฐบาลของพรรคเพื่อไทยก็ต้องเกิดขึ้นโดยการรัฐประหารในวันที่22พฤษภาคม2557 เหตุผลก็คล้ายๆ กับปี 2549 โดยอ้างว่าอาจมีมวลชนมาปะทะกัน

หลังรัฐประหาร 2549 นายกฯ ยิ่งลักษณ์ ยังเป็นผู้ดำรงตำแหน่งนายกฯ ได้นานที่สุด แต่ก็ไม่สามารถฝ่าด่านที่มองไม่เห็นไปได้

นายกฯ คนล่าสุด คือ พลเอกประยุทธ์ เนื่องจากเป็นหัวหน้าคณะรัฐประหาร มีอำนาจสูงสุด ได้รับการผลักดันจนมาเป็นนายกฯ โดยหวังว่าจะสามารถทำให้ทุกอย่างเป็นไปตามความมุ่งหวังของหลายฝ่าย

ขอรอดูผลงานครบรอบ1ปีว่าจะทำตามสัญญาได้แค่ไหน

แต่วันนี้พายุเศรษฐกิจกำลังพัดกระหน่ำเข้าใส่จะเอาปืนไปยิงสู้ก็ไม่มีผล มาตรา 44 จะไปใช้กับเรื่องใด กับใครในเรื่องเศรษฐกิจ

พยากรณ์การเมืองแบบวิทยาศาสตร์

ไม่ว่าการพยากรณ์ทางโหราศาสตร์จะอ้างดาวมากี่ดวงก็ตามแต่จากข้อมูลจริงย้อนหลังตามสถานการณ์10ปีหลังนี้เห็นได้ว่าต้องมีการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในอีกไม่นาน และก็หาทิศทางที่แน่นอนไม่ได้ ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อเศรษฐกิจ

ถ้าเสถียรภาพทางการเมืองของเรายังไม่มีความแน่นอน

หมายความว่าไม่อยู่ในระบอบประชาธิปไตยที่เป็นมาตรฐาน

ไม่สามารมั่นใจได้ว่าคนที่เป็นรัฐบาลจะอยู่ได้สักกี่เดือน

ไม่สามารถเชื่อใจนโยบายที่ประกาศออกมาได้ว่าจะถูกผิดถ้ามีคนล้มล้างนโยบายนั้นถือว่าเป็นความผิดคนที่ร่วมลงทุนจะมีความผิดถูกลงโทษด้วยหรือไม่ บางรัฐบาลประกาศนโยบายจะได้รับคำกล่าวโทษว่าไม่ดี สร้างหนี้ให้ประเทศ แต่ในนโยบายเดียวกันเมื่อรัฐบาลอื่นประกาศกลับได้รับการสนับสนุน และโครงการต่างๆ ก็ต้องผ่านองค์กรที่คนต่างชาติอาจจะไม่เคยรู้จักแต่มีอำนาจที่มาควบคุมและตัดสินว่าจะให้ทำได้หรือไม่ เช่น สมัชชาคุณธรรม

สำหรับการลงทุนขนาดใหญ่ สิ่งเหล่านี้เป็นปัจจัยลบที่ร้ายแรงที่สุด จะเป็นสิ่งที่ทำให้นักลงทุนถอยห่างจากโครงการที่รัฐบาลเสนอและแม้มีการตอบสนองก็จะต้องรอเวลาหรือตั้งเงื่อนไขทำให้เราต้องเสียค่าใช้จ่ายมากเป็นพิเศษหรือสิ่งตอบแทนที่สูงเกินความจำเป็น

แต่เสถียรภาพทางการเมืองไม่ได้เกิดง่ายๆ บางทีอาจต้องใช้เวลาอีกนาน

Permanent link to this article: http://npcusa.info/2015/04/24/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%80%e0%b8%a1%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b9%84%e0%b8%a3%e0%b9%89%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%96%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%a3%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%9e-8-%e0%b8%9b/

ความเป็นประชาธิปไตย 99.99% แบบไทยๆ ว่ากันตรงๆ คือ เพิ่มข้อข้อความนี้เข้าไปเพียงข้อความเดียวในรัฐธรรมนูญก็พอ… “ห้ามคนในตระกูลชินวัตร หรือคนที่ทักษิณฯสนับสนุน เข้ามาเล่นการเมือง” …จบ

วันศุกร์, เมษายน 24, 2558

ที่มา FB

Oak Panthongtae Shinawatra

รัฐประหารครั้งที่แล้ว เขาว่า
“รับๆร่างรัฐธรรมนูญไปก่อน แล้วค่อยไปแก้ไขทีหลัง”
พวกเรายังจำกันได้นะครับ..?

คำพูดนี้กลายเป็น “โกหกคำโต” ที่หลอกคนไทยทั้งประเทศ
ทำให้รัฐธรรมนูญ 50 ผ่านการลงประชามติ มีผลบังคับใช้
จนกระทั่งมาโดนฉีกทิ้ง จากการรัฐประหารในอีก 7 ปีถัดมา

รัฐประหารครั้งนี้ เขาว่า
“การร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้โปร่งใสเป็นธรรม ไม่มีธงหรือร่างทรงของใครทั้งสิ้น”

ถือเป็นคำมั่นสัญญา ของผู้มีส่วนร่วมในการร่างรัฐธรรมนูญในครั้งนี้
จะมีธงหรือไม่มีธง? เป็นร่างทรงของใครหรือไม่? คณะกรรมการร่างฯทุกคน ต่างรู้อยู่แก่ใจ ว่าตนเองพูดจริง หรือกำลังโกหกคนทั้งประเทศ ซึ่งในอนาคตอันใกล้นี้เราก็จะได้เห็นกัน ว่าสิ่งที่ท่านจะได้รับ คือดอกไม้หรือก้อนอิฐ และคนที่ยกมือสนับสนุนรัฐธรรมนูญฉบับนี้ จะถูกถอนหงอกจากคนไทยทั้งประเทศหรือไม่

รัฐธรรมนูญฉบับที่กำลังพิจารณากันอยู่นี้ ถูกครหาจากสื่อแทบทุกแขนง ตั้งแต่ก่อนตั้งคณะกรรมการยกร่างฯเสียด้วยซ้ำว่า ลือกันมานานว่าจะมีรัฐธรรมนูญที่ถูกเขียนขึ้นมา เพื่อขจัดคนกลุ่มหนึ่งออกจากการเมือง และสืบทอดอำนาจให้กับคนอีกกลุ่มหนึ่ง เพื่อรับไม้ต่อจากการรัฐประหาร จริงหรือไม่จริงจะได้เห็นกัน ในอนาคตอันใกล้นี้

ข้อกำหนดต่างๆที่ขัดต่อความรู้สึก นักประชาธิปไตยทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็น คนที่เคยถูกตัดสิทธิ์ทางการเมือง ห้ามลง สส. และนายกรัฐมนตรีสามารถเลือกมาจากคนนอกได้ ฯลฯ เป็นหัวข้อที่ถูกวิจารณ์กันมาก ว่าจะเป็นกลยุทธไม้เด็ดที่สามารถขจัด แกนนำทางการเมืองของทุกพรรคในประเทศไทยได้ทั้งหมด ยกเว้นพรรคฯของพระการเมือง ที่เคยพูดห้ามชาวสวนยาง ไม่ให้ออกมาเรียกร้องยาง 3โลร้อย ว่า “ให้อดทนไว้ เพราะรัฐบาลนี้ เป็นพวกเดียวกัน..!!”

ประเทศไหนใช้ข้อบังคับที่เอียงกระเท่เร่ มาใช้เป็นกฏหมายสูงสุด ประเทศนั้นไม่มีวันสงบครับ นอกจากการเมืองภายใน จะวุ่นวายจนหาข้อยุติไม่ได้ ความเชื่อมั่นบนเวทีโลก ก็จะเสื่อมถอยลงไปเรื่อยๆ จนกลายเป็นประเทศที่ล้าหลังเพื่อนบ้านไปในที่สุด อย่างที่เราเคยเห็นประเทศอื่นเป็นมา

หากการเขียนกฏหมายสูงสุดของประเทศ กลับกลายเป็นการชักแม่น้ำทั้ง 5 เพียงเพื่อต้องการขจัดคน ที่ประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศเขาอยากเลือก และช่วยเหลือเข้าข้างคนของตัวให้ได้เปรียบ จนกระทั่งกระบวนการยุติธรรมเอนเอียง เสียหลักการในการเป็นนิติรัฐ จนประเทศอื่นทั่วโลก เขาหัวเราะเยาะ ในความเป็นประชาธิปไตย 99.99% แบบไทยๆ แบบนี้ประเทศเสียหายเสียเวลาเปล่าๆ

ทำอย่างที่คุณพ่อผม เคยแนะนำไปตั้งแต่รัฐประหารครั้งที่แล้ว จะชัดเจนดีกว่ามั๊ยครับ เขียนรัฐธรรมนูญแบบปกติที่เป็นมาตรฐาน อย่างที่ประเทศประชาธิปไตยทั่วโลกเขาทำกัน อย่าเขียนให้หลักการเสียหาย แล้วเพิ่มเข้าไปเพียงข้อเดียวในรัฐธรรมนูญก็พอ…ว่า

“ห้ามคนในตระกูลชินวัตร หรือคนที่ทักษิณฯสนับสนุน เข้ามาเล่นการเมือง” ว่ากันตรงๆอย่างนี้ไปเลยครับ

Permanent link to this article: http://npcusa.info/2015/04/24/%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b9%87%e0%b8%99%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%8a%e0%b8%b2%e0%b8%98%e0%b8%b4%e0%b8%9b%e0%b9%84%e0%b8%95%e0%b8%a2-99-99-%e0%b9%81%e0%b8%9a/

สปช.ให้ฉายารธน.“บัวลอยไข่หวาน แต่มีขี้จิ้งจก” ย้ำอำนาจไม่ใช่ของแป๊ะเเต่เป็นของปชช.

23 เมษายน พ.ศ. 2558

สปช.ให้ฉายา รธน. “บัวลอยไข่หวาน แต่มีขี้จิ้งจก” ย้ำ อำนาจไม่ใช่ของแป๊ะแต่เป็นของปชช. อัดโอเพ่นลิสต์ ทำนักการเมือง สู้กันเอง-หนีตายสร้างนอมินี“บวรศักดิ์” แนะ สมาชิ ถ้ามีหัวใจเป็นธรรม ต้องดีใจ หากประชาชนจะได้จัดอันดับปาร์ตี้ลิสต์เอง

http://www.matichon.co.th/online/2015/04/14297902971429790400l.jpg

วันนี้ เวลา 15.00 น. สปช.ยังคงอภิปรายในภาค 2 ผู้นำการเมืองที่ดีและระบบผู้แทนที่ดี หมวด 3 รัฐสภา โดย นายนิรันดร์ พันทรกิจ สปช. ด้านอื่นๆ อภิปรายว่า ตนมองว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้เหมือนบัวลอยไข่หวาน ไข่ก็สด แป้งก็ดี แต่มีขี้จิ้งจกอยู่ 6-7 เม็ด สาเหตุที่ทำให้เกิดขี้จิ้งจกมีอยู่ประมาณ 3-4 ประการ คือ 1.การร่างรัฐธรรมนูญนี้มาจากเงื่อนไขของรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวที่ ให้อำนาจกมธ.ยกร่างฯไม่มากแม้จะระบุให้กรรมาธิการต้องรับฟังความเห็นจากฝ่ายต่างๆก็ตาม แต่ที่สุดอำนาจก็ยังอยู่ที่กมธ.ยกร่างฯ ตนเสียดายว่าตอนทำฉบับร่างให้ น่าจะมีการทำความเห็นของกมธ.ยกร่างฯเสียงข้างน้อยมาด้วย เพราะตนไม่เชื่อว่ากมธ.ยกร่างฯทั้งหมด จะเห็นเป็นเอกฉันท์ทุกประเด็น โดยเฉพาะประเด็นที่หมวดพระมหากษัตริย์ไปรวมกับประชาชน ที่ผ่านมาเราเคยมีรัฐธรรมนูญ10 กว่าฉบับ ก็แยกออกจากกันทุกครั้ง และเชื่อว่ามีกมธ.ยกร่างฯบางคนไม่เห็นด้วยเหมือนตนในประเด็นนี้

“2.ให้เวลาในการรับฟังความเห็นน้อยมาก ทั้งที่รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุด ไม่ใช่โรตีที่รับแป้งตอนเย็น มานวดกลางคืน แล้วขายตอนเช้า สมาชิกต้องมีโอกาสได้อ่านและศึกษาอย่างชัดเจนแล้วมาแสดงความเห็น 3 .ประชาชนไม่มีสิทธิ์มีเสียงในการแสดงความเห็น หรือศึกษาในรายละเอียดของร่างรัฐธรรมนูญเพื่อจะได้ทำการประชาพิจารณ์ 4.เกิดวาทะกรรมแปลกๆในช่วงกำลังร่างรัฐธรรมนูญ เช่นลงเรือแป๊ะต้องตามใจแป๊ะ ผมย้ำว่าเรือนี้ไม่ใช่เรือของแป๊ะ แต่เป็นเรือของประชาชนที่แป๊ะไปยึดมา แต่วันนั้นถ้าแป๊ะไม่ยึดบ้านเมืองก็เกิดความวุ่นวายก็ต้องยอมเขา เหตุการณ์สงบลงเพราะแป๊ะมาช่วย แต่แป๊ะต้องคืนอำนาจ ไม่ใช่ตามใจแป๊ะ เพราะอำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชนไม่ใช่ของแป๊ะ” นายนิรันดร์ กล่าว

นายนิรันดร์ กล่าวอีกว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้เขียนบนสมมุติฐานที่ว่ารัฐบาลเข้มแข็งเกินไป จึงต้องทำให้รัฐบาลอ่อนแอ แต่ความจริงเราต้องทำให้รัฐบาลเข้มแข็งเหมือนประเทศอื่นๆ มาเลเซีย สิงคโปร์ ที่เจริญก้าวหน้าเพราะเขามีความเข้มแข็ง แต่สิ่งสำคัญคือทำอย่างไรให้เขาใช้ความเข้มแข็งด้วยความซื่อสัตย์สุจริต และตรวจสอบถ่วงดุลได้ ส่วนการเอาระบบเลือกตั้งเขตจากเยอรมัน ระบบโอเพ่นลิสต์นั้น จะเลือกแบบไหนก็ตามต้องคำนึงถึงวัฒนธรรมของสังคมนั้นๆ ส่วนระบบปาร์ตี้ลิสต์เพื่อเลือกอีกพรรคมาถ่วงดุล ตามวัฒนธรรมของเรา คนไทยไม่ชอบวิธีการซับซ้อน ในระบบโอเพ่นลิสต์ มาตรา 105 วรรคสอง 6 จะเกิดปัญหา 2 ประการ 1. จะแก้ปัญหาเรื่องความแตกแยกในพรรคอย่างไร เพราะต่างคนต่างก็อยากได้เป็นส.ส. ก็ต้องแย่งกันหาเสียง

นายนิรันดร์ กล่าวอีกว่า และ2. ถ้าเป็นอย่างนั้นพรรคการเมืองก็ต้องหนีตายด้วยการสร้างพรรคนอมินีขึ้นมา เพื่อเน้นเลือกตั้งที่ปาร์ตี้ลิสต์ไม่เน้นเขต ส่วนอีกพรรคก็เน้นเขตไม่เน้นปาร์ตี้ลิสต์ สำหรับบทบาทส.ว.ควรแยกให้ชัดเจน หากต้องการกลั่นกรองกฎหมายก็ควรให้มาจากการสรรหาทั้งหมด แต่ถ้ามีอำนาจในการถอดถอนและออกกฎหมาย หรือตั้งคณะกรรมการตามรัฐธรรมนูญ ไม่ควรเอาระบบสรรหามาใช้ เพราะถือว่ามีอำนาจมากเกินไป จะต้องให้มาจากการเลือกตั้งเท่านั้น เพราะตามหลักแล้วผู้ที่มาจากการสรรหาไม่มีสิทธิ์ในการถอดถอนบุคคลทีมาจากการเลือกตั้ง การกำหนดเช่นนี้มันผิดหลักประชาธิปไตย

ขณะที่นายนครินทร์ เมฆไตรรัตน์ กมธ.ยกร่างฯ กล่าวชี้แจงว่า อำนาจทางการเมืองต้องดูให้ครบถ้วน ในระบบการเลือกตั้งนายกฯ โดยตรง เราไม่มีธรรมเนียมว่าถ้าเลือกตั้งแล้ว พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งซ้ำได้อย่างไร และไม่ควรทรงแต่งตั้งบุคคลที่ไม่ได้มาจากคำแนะนำของประธานรัฐสภาแน่นอน เพราะเป็นทฤษฎีพื้นฐานของประชาธิปไตย ดังนั้นเราต้องคิดให้รอบครอบ เนื่องจากเป็นประเด็นที่ต้องระมัดระวัง แต่ท้ายที่สุดอำนาจนั้นจะอยู่ได้ก็ต้องอยู่คู่กับประมุขของประเทศ คือพระมหากษัตริย์ เช่นเดียวกับการเลือกตั้งระบบบัญชีรายชื่อ ในปี 40- 50 นั้นถูกต้องแล้ว ที่พรรคใหญ่ได้ส.ส.ในพื้นที่นั้นๆ แต่กมธ.ยกร่างฯ พิจารณาแล้ว เห็นว่าเป็นระบบที่แปรปรวน บิดเบี้ยว ไม่ตรงกับความเป็นจริง เพราะฉะนั้นการออกแบบครั้งนี้จึงจะทำอย่างไรให้มีความยุติธรรม พยายามทำให้ระบบซื่อตรง และให้ตรงกับความต้องการและสะท้อนความนิยมของประชาชนที่จริงๆ ทางกมธ.ยกร่างฯไม่ได้มีความต้องการกลั่นแกล้งพรรคการเมืองใหญ่ และส่งเสริมพรรคการเมืองเล็ก หรือทำให้พรรคการเมืองอ่อนแอแต่อย่างใด

จากนั้น นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ประธาน กมธ.ยกร่างฯ กล่าวชี้แจงเพิ่มเติมอีกว่า การที่ถามว่าทำไมภาค 1 จึงเอาพระมหากษัตริย์อยู่คู่กับประชาชน เพราะอำนาจเป็นของปวงชนชาวไทย ซึ่งพระมหากษัตริย์ ทรงใช้อำนาจนั้นในทางรัฐสภา ครม.และศาล จึงไม่น่าแปลกใจว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ให้ความสำคัญกับประชาชนทั่วประเทศ รวมทั้งในประวัติศาสตร์การเมืองของไทย องค์พระผู้พระราชทานรัฐธรรมนูญฉบับแรกคือพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 ดังนั้นอยากให้สมาชิกดูในมาตรา 300 บทแรก การแก้รัฐธรรมนูญ แยกเป็นการแก้ 3 ประเภท 1 ในมาตรา 299 ที่ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงรูปแบบการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขหรือเปลี่ยนแปลงรูปแบบของรัฐ จะกระทำมิได้ แปลว่าห้ามทำเด็ดขาด จะเป็นสาธารณรัฐไม่ได้ จะทำได้อย่างเดี่ยวคือฉีกรัฐธรรมนูญ

“ในมาตรา 300 วรรคแรก ระบุว่าการจะแก้ไขต้องทำตามมาตรา 302 คือต้องให้พลเมืองทำประชามติด้วยเสียงข้างมากไม่เห็นชอบด้วยในการที่จะให้ออกใช้เป็นรัฐธรรมนูญ ให้ร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมนั้นเป็นอันตกไป หากพลเมืองที่มาออกเสียงประชามติมีเสียงข้างมากเห็นชอบด้วยก็ ออกใช้เป็นรัฐธรรมนูญ” ประธาน กมธ.ยกร่างฯ กล่าวและว่า ส่วนเรื่องการจัดลำดับบัญชีรายชื่อของพรรคการเมืองที่ กมธ.ยกร่างฯ แก้ไขนั้น เพราะเห็นว่าที่ผ่านมา 17 ปี เราเคยชินกับการให้ หัวหน้าพรรค กรรมการบริหารพรรคเป็นใหญ่ เลือกคนโปรดเข้ามาเอง หรือบางทีก็เป็นผู้ใหญ่ของพรรคเป็นคนเลือก แต่วันนี้ กมธ.ยกร่างฯ ขอให้ประชาชนเป็นคนจัดลำดับเอง สมาชิกสปช. ถ้ามีหัวใจถึงอำนาจประชาชน ก็ต้องดีใจ กับประชาชน เพราะระบบนี้จะทำให้นักการเมืองต้องเดินไปหาประชาชนเอง ดังนั้นสมาชิกถ้ามีหัวใจเป็นธรรมต้องวิเคราะห์ให้ลึกซึ่งว่าจะให้พรรคการเมือง หรือประชาชนเป็นคนจัดลำดับ

Permanent link to this article: http://npcusa.info/2015/04/23/%e0%b8%aa%e0%b8%9b%e0%b8%8a-%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b9%89%e0%b8%89%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%98%e0%b8%99-%e0%b8%9a%e0%b8%b1%e0%b8%a7%e0%b8%a5%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b9%84%e0%b8%82/

Older posts «

Fetch more items