Time in Bangkok

เพื่อไทย-นปช.’ต้องสมดุล ‘อำนาจ-มวลชน’

วันพุธที่ 26 พฤศจิกายน 2557

 

‘เพื่อไทย-นปช.’ต้องสมดุล ‘อำนาจ-มวลชน’ : ขยายปมร้อน โดยอรรถยุทธ บุตรศรีภูมิ

               ถือว่าไม่เหนือความคาดหมาย ที่พรรคเพื่อไทยและ นปช. ประกาศไม่เข้าร่วมให้ความเห็นต่อกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ เพราะดูจากท่าทีที่ยื้อไปมาแต่ต้นก็พอจะเดาออกได้เลาๆ

               แต่เหตุใดที่ทำให้พรรคเพื่อไทยและ นปช. ตัดสินใจเช่นนั้น ประการแรกเราต้องเข้าใจก่อนว่า ทั้ง "เพื่อไทย" และ "นปช." ต่างเป็นแขนขาของกันและกัน แม้จะมีความพยายามปฏิเสธว่าทั้งสองไม่ขึ้นตรงต่อกัน แต่รากเหง้าการเกิด การเติบโต และการดำรงอยู่ ต่างก็อาศัยซึ่งกันและกัน ดังนั้นการตัดสินใจจึงแทบจะเป็นไปไม่ได้ที่จะต่างกัน แม้ในวันที่เห็นต่างกันก็ตาม

               ประการต่อมาคือ จุดแข็งของทั้งสองคือ การใช้ประชาธิปไตยแบบเสียงข้างมากเป็นตัวหนุนหลังความชอบธรรมในการดำเนินการ รวมถึงการประกาศตัวปฏิเสธอำนาจนอกระบบในทุกวิถีทาง พวกเขาจะยังได้รับความนิยมจากมวลชนอยู่ตราบใดที่ยังยึดหลักนี้อยู่

               ว่ากันตามจริงแล้ว หลังการรัฐประหาร 22 พฤษภาคม ที่ผ่านมา ทั้งพรรคเพื่อไทย และ นปช. ถูกตั้งคำถามจากมวลชนอยู่ไม่น้อย ถึงการสยบยอมต่อการยึดอำนาจ ไม่ว่าจะเป็นการหยุดความเคลื่อนไหว การไม่ต่อสู้ การยอมเข้าไปรายงานตัว และทำตัวเป็นเด็กดีของ คสช.ในหลายๆ ครั้ง ดังจะเห็นได้จากช่วงแรกมีการยอมไปขึ้นเวทีปรองดองที่จัดขึ้น ท่ามกลางสายตาที่เริ่มมองว่าพวกเขากำลังทำเพื่อตัวเองหรือไม่

               แม้จะบอกว่า ที่จำต้องทำเพราะถูกบีบบังคับ แต่สายสุดขั้วก็ยังตั้งคำถามอยู่ดีว่าอำนาจที่ประชาชนให้ไปในการเลือกตั้ง นั้นย่อมต้องมาพร้อมกับความรับผิดชอบในการพิทักษ์อำนาจ

               แต่ขณะที่มวลชนโดยมากแม้จะมองอย่างเข้าใจ แต่ก็ใช่ว่าจะสนิทใจเหมือนอย่างที่ผ่านๆ มา

               ดังนั้นความเคลื่อนไหวในครั้งนี้จึงถูกจับตาเป็นพิเศษว่า "เพื่อไทย – นปช." จะยอมเข้าร่วมกับกระบวนการ "ขอความเห็น" จากกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญหรือไม่ เพราะหากพวกเขายอมเข้าร่วมก็ยิ่งจะถูกตั้งคำถามหนักกว่าเดิมถึงจุดยืนการไม่ เข้าร่วมกระบวนการหลังยึดอำนาจ และอาจจะหมายถึงกระบวนการรับรองความชอบธรรมอีกด้วย

               ในขณะเดียวกันก็ย่อมต้องรักษาความสมดุล เพราะอำนาจ ณ ปัจจุบันก็กำลังมองพวกเขาอย่างหวาดระแวง แต่ครั้นจะกระโดดเข้าร่วมเลยก็จะยิ่งเสียมวลชนหนักเข้าไปอีก

               คำถามคือ ทำไมพวกเขายังต้องรักษามวลชนเอาไว้ ทั้งๆ ที่ผู้มีอำนาจขณะนี้พยายามที่จะสลายมวลชนทางการเมืองทิ้ง คำตอบมีเพียงหนึ่งเดียวคือ วันนี้กลุ่มพวกเขาอยู่ในสถานะ "รอคอย" เพราะเชื่อว่าอำนาจแบบนี้จะไม่อยู่ยั่งยืน และมีความจำเป็นต้องคืนอำนาจโดยการเลือกตั้ง

               เมื่อถึงวันเลือกตั้งพวกเขาก็ยังมั่นใจว่า อย่างไรเสียถ้าโลกไม่ถล่มดินไม่ทลายพวกเขาก็จะกลับเข้าสู่อำนาจ ดังนั้นวันนี้ทุกองคาพยพในขั้วดังกล่าวจึงอยู่ในภาวะหยุดนิ่ง รอว่า คสช.จะทำตาม "สัญญา" หรือไม่

               ถ้าทุกอย่างไม่เป็นไปตามนั้น 1 ปี ผ่านไปแล้วไม่มีเลือกตั้ง คสช.ยังอยู่ในอำนาจ นี่ก็เป็นเวลาที่ต้องใช้มวลชนเข้ากดดัน จริงอยู่ที่หากถึงเวลานั้นแล้วฝ่ายการเมืองเองอาจจะไม่ต้องลงทุนลงแรงปลุก ม็อบ เพราะมีความเป็นไปได้สูงว่า คนในสังคมย่อมขยับด้วยตัวของตัวเอง โดยมิต้องรอพรรคการเมือง หรือขั้วอำนาจมาสนับสนุน

               แต่หากเลือกที่ปล่อยไปเรื่อยๆ ไม่รักษามวลชน และถึงวันที่ว่าขึ้นมาจริงๆ พวกเขาเองต่างหากที่จะเป็นฝ่ายตกขบวน และเมื่อนั้นสิ่งที่แน่ก็อาจจะไม่แน่อีกต่อไป

               งานนี้พวกเขาจึงต้องรักษาสมดุลให้ดี "อำนาจรัฐก็ต้องเอาใจ มวลชนก็ต้องจัดไปอย่าให้เสีย" นี่คือภาวะที่ "เพื่อไทย-นปช." ต้องรักษาสมดุลไปเรื่อยๆ จนกว่าจะครบ 1 ปี

Permanent link to this article: http://npcusa.info/2014/11/25/%e0%b9%80%e0%b8%9e%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b9%84%e0%b8%97%e0%b8%a2-%e0%b8%99%e0%b8%9b%e0%b8%8a-%e0%b8%95%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%aa%e0%b8%a1%e0%b8%94%e0%b8%b8%e0%b8%a5/

คดี ปรส.ตำนานบาป ทางเศรษฐกิจการเงินของชาติไทย (1)

25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

วันชัย บุนนาค

สุดท้ายปลายทางคดี ปรส.ที่ ป.ป.ช. วันที่ 30 พ.ย.2557 จะขาดอายุความหมดแล้วทุกคดี งวดเข้ามาทุกทีกับประเด็นการเรียกร้องจากภาคประชาชนโดยแท้ในเรื่องคดี ปรส. ที่ไปดองอยู่ที่ ป.ป.ช.หลายสำนวนคดี รวม 6 สำนวนคดี ที่เริ่มต้นที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ และตามกฎหมายต้องส่งต่อไปยัง ป.ป.ช. เมื่อประมาณ 7 ปีที่ผ่านมา ถึงเวลานี้ดูเหมือนว่าประเทศไทยจะคว้าลมเสียแล้ว

นึกถึงคดี ปรส.ทีไรนึกถึงความเสียหายใหญ่หลวงต่อชาติบ้านเมืองครั้งนั้น อดที่จะคิดถึงอดีตที่ผ่านมาไม่ได้จริงๆ เป็นทนายความอิสระอยู่ดีๆ แล้ววันหนึ่งหลังเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ 2535 ได้มีโอกาสทำหน้าที่ทนายความอยู่ที่บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ จี เอฟ จำกัด (มหาชน) นับเป็นโอกาสของชีวิตหรืออย่างไรไม่ทราบ หลังจากที่รัฐบาลชวน 1 นำนโยบาย BIBF มาใช้ ผมมีโอกาสเห็นร่องรอยการปล่อยสินเชื่อโครงการต่างๆ ในสถาบันการเงินที่มีแนวโน้มไปในทางเสี่ยงต่อความเสียหายในอนาคตจำนวนหลายๆ โครงการ

ในที่สุดก็เป็นไปตามที่คิด ในที่สุดก็ส่งผลให้เกิดฟองสบู่แตกเป็นวิกฤตต้มยำกุ้งในปี 2540 และปิดกิจการถาวร 56 สถาบันการเงินในช่วงรัฐบาลชวน 2 เมื่อวันที่ 8 ธ.ค.2540 และมีองค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน (ปรส.) เข้าทำหน้าที่ชำระบัญชีและวางหลักเกณฑ์เงื่อนไขการขายทรัพย์สินของ 56 สถาบันการเงิน ระหว่างทำหน้าที่ของ ปรส. ผมเห็นความไม่ชอบมาพากลซึ่งผมคิดว่าไม่โปร่งใสไม่เป็นไปตามหลักกฎหมาย

ตามวิสัยที่พอจะทำได้ผมจึงเก็บเอกสารหลักฐานไว้จำนวนมากที่ผมสงสัยว่ากองทุนรวมฯไม่ใช่ผู้ชนะประมูลแล้วมาทำสัญญาซื้อสัญญาสินเชื่อกับ ปรส.ไปอย่างไร หลังจากปี 2545 เมื่อ 56 สถาบันการเงินเข้าสู่กระบวนการล้มละลายของศาลล้มละลายกลาง ผมเป็นทนายความอิสระเต็มตัวพูดให้ดูดีนะจริงๆ ก็เข้าข่ายตกงานนั่นแหละครับ

ผมจึงผันตัวเองมารับแก้ต่างในคดีให้กับลูกหนี้ของสถาบันการเงินที่ถูกกองทุนรวมฯที่อ้างว่าซื้อสัญญาสินเชื่อมาจาก ปรส.ติดตามทวงถามและฟ้องคดีจำนวนมากกว่า 80 คดี ในที่สุดผมก็มีโอกาสชนะคดีด้วยเหตุผลว่ากองทุนรวมฯ รับโอนสิทธิตามสัญญามาจากการขายไม่ชอบด้วยกฎหมายจำนวนมากกว่า 10 คดี

แต่เป็นที่น่าเสียดายครับ ด้วยความฉลาดของกองทุนรวมฯ ไม่ยื่นฎีกาต่อศาลจึงไม่มีข้อยุติเรื่องการโอนสิทธิกรณีที่ไม่ใช่ผู้ชนะประมูลแล้วมาทำสัญญากับ ปรส.นั้นชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ในชั้นศาลฎีกา

แต่โดยรวมแล้วผมสามารถช่วยเหลือลูกความให้ชนะคดีต่อกองทุนรวมฯไปกว่า 50 คดี

คดี ปรส.นั้นหมายถึงอะไร ย้อนเวลาไป 17 ปีที่ผ่านมา ท่านทั้งหลายคงจำคำว่า "IMF" ได้นะครับ คดี ปรส.ก็คือผลพวงที่เกิดตามมาในช่วงเวลาที่ประเทศไทยเป็นหนี้ IMF นั้นเอง

ตั้งแต่ต้นศตวรรษ 2530 ประเทศไทยมีการผ่อนคลายกฎระเบียบและข้อจำกัด เพื่อให้มีการจัดตั้งวิเทศธนกิจ หรือ BIBF เป็นเหตุให้สถาบันการเงินของประเทศไทยไประดมเงินทุนส่วนใหญ่ระยะสั้นจากประเทศที่ดอกเบี้ยต่ำ มาปล่อยสินเชื่อในประเทศที่ดอกเบี้ยสูงกว่ามาก กู้มาง่ายและมากจนเกินความต้องการจริงๆ ในประเทศ มีการปล่อยสินเชื่อด้อยคุณภาพจำนวนมากภายใต้การบริหารการกำกับสถาบันการเงินอย่างไม่มีประสิทธิภาพ และส่งผลกระทบต่อระบบการเงินของประเทศตั้งแต่ 2538-2539 และอาการหนักในปี 2540

กองทุนฟื้นฟูระบบสถาบันการเงินภายใต้การกำกับของ ธปท. ซึ่งก็ใช้เงินภาษีของชาติมาปล่อยกู้ให้สถาบันการเงิน 2538-2539 ถึงกลางปี 2540 กองทุนฟื้นฟูระบบสถาบันการเงินใช้เงินไปประมาณ 1.6 ล้านล้านบาท ส่งผลให้กองทุนฟื้นฟูระบบสถาบันการเงินเป็นเจ้าหนี้รายใหญ่ของ 58 สถาบันการเงิน

ปลายปี 2539 ถึงกลางปี 2540 เกิดปัญหาต่างประเทศทวงหนี้จากประเทศไทยเป็นจำนวนมาก และประเทศไทยถูกโจมตีค่าเงินบาทหลายครั้ง อีกทั้งกองทุนฟื้นฟูระบบสถาบันการเงินก็ใช้เงินของชาติไปมากถึงประมาณ 1.6 ล้านล้านบาท แล้วยังไม่สามารถแก้ปัญหาได้ และเกิดปัญหาเงินทุนไหลออกมากกว่าเงินทุนไหลเข้า สรุปว่าประเทศไทยขาดสภาพคล่องและประเทศไทยเป็นหนี้ต่างประเทศสูงกว่าเงินทุนสำรองระหว่างประเทศมากกว่า 2 เท่า ต่างประเทศก็เร่งรัดทวงหนี้จำนวนมาก

เดือน มิ.ย.2540 รัฐบาลท่านพลเอกชวลิต โดยมี รมต.คลัง นายทนง พิทยะ ตัดสินใจปิดกิจการสถาบันการเงินจำนวน 58 แห่ง เป็นการชั่วคราวเพื่อการฟื้นฟู เพื่อแยกหนี้ดีหนี้เสีย และมีแนวทางแยกหนี้เสียออก และให้เหลือหนี้ดีเพื่อให้สถาบันสามารถเดินหน้าบริหารต่อไป และให้เอาหนี้เสียไปให้องค์กรที่ตั้งขึ้นมาบริหารหนี้เสียติดตามทวงถามเร่งรัดหนี้ต่อไป เพื่อประเทศไทยจะได้ไม่ต้องพักชำระนี้เพราะจะทำให้ขาดความน่าเชื่อถือในต่างประเทศ

พ.ร.ก.การปฏิรูประบบสถาบันการเงิน2540 ที่รัฐบาลพลเอกชวลิต ตราขึ้นตามเงื่อนไขของ IMF ไม่ได้มีเงื่อนไขตรงส่วนไหนเลยที่จะบังคับประเทศไทย เพียงแต่ต้องมีองค์กรพิเศษเฉพาะเรื่องมาทำการฟื้นฟูสถาบันการเงินที่เกิดปัญหา ที่ใครๆ ก็รู้ว่า ปัญหามาจาก 2536 ถึง 2539 ธนาคารแห่งประเทศไทยและกระทรวงการคลัง และคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ด้อยประสิทธิภาพในการกำกับ ควบคุมสถาบันการเงินอย่างมาก เป็นที่ครหาว่ามีการล้มบนฟูกกันมาก กองทุนฟื้นฟูต้องใช้เงินของชาติไปอุ้มเศรษฐี พวกล้มบนฟูกจึงต้องมี ปรส.เป็นองค์กรที่มาทำหน้าที่ฟื้นฟูระบบสถาบันการเงิน

ขอย้ำว่า ปรส.ไม่ใช่องค์กรอิสระ แต่เป็นองค์กรภาครัฐ ภายใต้การกำกับของ รมต.คลัง โดยความเห็นชอบของ ครม.และ ธปท. พ.ร.ก.หลายมาตราให้อำนาจ รมต.ทั้งสิ้นเมื่อวันที่ 14 ส.ค.2540 รมต.คลังและธนาคารแห่งประเทศไทยได้รับอนุมัติให้กู้เงินจาก IMF และอยู่ภายใต้เงื่อนไขที่ IMF เข้ามาจัดกรอบให้ไทยต้องออกกฎหมายขายชาติ 13 ฉบับ และต้องมีหน่วยงานที่รับผิดชอบเฉพาะสำหรับการแก้ไขปัญหาสถาบันการเงินที่มีปัญหาขาดสภาพคล่อง พ.ร.ก.การปฏิรูประบบสถาบันการเงิน พ.ศ.2540 เป็นกฎหมายฉบับหนึ่งที่ออกภายใต้เงื่อนไขของ IMF ออกและประกาศในราชกิจจาฯ

วันที่ 24 ต.ค.2540 และนายทนง พิทยะ พ้นจากตำแหน่งรัฐมนตรี รัฐบาลพลเอกชวลิตตั้งนายโฆสิต ปั้นเปี่ยมรัษฎ์ เป็น รมต.กระทรวงการคลัง และวันที่ 28 ต.ค.2540 ตั้งคณะกรรมการ ปรส. มีนายธวัชชัย ยงกิตติกุล เป็นประธานกรรมการ

ช่วงดังกล่าวเป็นช่วงที่รัฐบาลพลเอกชวลิตมีแนวนโยบายเพื่อฟื้นฟูสถาบันการเงินที่ปิดชั่วคราว58 สถาบัน มีการตรวจสอบและประเมินทรัพย์สินที่คาดว่าจะเรียกคืนได้ที่ประมาณร้อยละ 42-68 ของมูลค่าทรัพย์สิน และมีแนวทางว่าจะแยกหนี้ดี-หนี้เสีย แยกออกจากกัน บริหารต่อไป ซึ่งจะทำให้มีหลายสถาบันการเงินที่จะดำเนินกิจการต่อไปได้

ช่วงนั้นมีการแยกทรัพย์สินหลักคือ ส่วนที่สถาบันการเงินที่ปล่อยสินเชื่อไปและลูกหนี้ทำสัญญาไว้ (จำพวกสัญญาสินเชื่อต่างๆ) มีมูลค่าประมาณ 771,000 ล้านบาท และมีทรัพย์สินรอง คือ ทรัพย์สินที่สถาบันการเงินเป็นเจ้าของ และไม่ใช่การปล่อยสินเชื่อ มีมูลค่าประมาณ 80,000 ล้านบาท รวมมูลค่าทรัพย์สินของสถาบันการเงิน 851,000 ล้านบาท ในขณะที่มีเจ้าหนี้รายใหญ่ที่สุด คือ กองทุนฟื้นฟูระบบสถาบันการเงินอยู่ประมาณ 1.6 ล้านล้านบาท ในที่สุดวันที่ 8 พ.ย.2540 รัฐบาลพลเอกชวลิตก็ลาออกพ้นหน้าที่ไปโดยกลุ่มม็อบสีลมของกลุ่มทุนออกมาเดินขบวนขับไล่

วันที่ 9 พ.ย.2540 รัฐบาลชวน 2 เข้ารับหน้าที่มี รมต.คลัง คือ นายธารินทร์ นิมมานเหมินท์ และ เมื่อวันที่ 8 ธ.ค.2540 คณะกรรมการ ปรส.ก็มีคำสั่งปิดกิจการถาวร 56 สถาบันการเงิน โดยมีสถาบันการเงินที่สามารถผ่านการฟื้นฟูไปเพียง 2 แห่งคือ บริษัทเงินทุนเกียรตินาคินฯ และบริษัทเงินทุนบางกอกอินเวสเม้นท์ฯ

ต่อมาเมื่อวันที่ 23 ธ.ค.2540 รัฐบาลแต่งตั้งคณะกรรมการ ปรส.ชุดใหม่ อันประกอบด้วย

1.นายอมเรศ ศิลาอ่อน เป็นประธานกรรมการ

2.นายจุลสิงห์ วสันตสิงห์ ผู้แทนกระทรวงการคลัง เป็นกรรมการ

3.นางธัญญา ศิริเวทิน ผู้แทนธนาคารแห่งประเทศไทย เป็นกรรมการ

4.นางจันทรา อาชวานันทกุล ผู้ทรงคุณวุฒิ เป็นกรรมการ

5.นางเกษรี ณรงค์เดช ผู้ทรงคุณวุฒิ เป็นกรรมการ

เดิมวันที่ 23 ธ.ค.2540 แต่งตั้งนายวิชรัตน์ วิจิตรวาทการ เป็นเลขาธิการ ปรส. และเปลี่ยนมาเป็นนายมนตรี เนื่องจากนายวิชรัตน์ขาดคุณสมบัติ

6.นายมนตรี เจนวิทย์การ เป็นกรรมการและเลขานุการ (เลขาธิการ ปรส.)

ในเอกสารข้อตกลงแล้วไม่มีหรอกครับ IMF ที่เขาเป็นเจ้าหนี้ จะห้ามประเทศไทยให้ทำการเสียเปรียบคนที่จะมาประมูลซื้อทรัพย์สินเรา ถ้าเขาทำอย่างนั้น ยิ่งทำให้ IMF ได้รับเงินคืนช้า เขาต้องส่งเสริมประเทศไทยให้ได้เงินจากการขายมากๆ สิครับ


(อ่านต่อฉบับพรุ่งนี้)

Permanent link to this article: http://npcusa.info/2014/11/25/%e0%b8%84%e0%b8%94%e0%b8%b5-%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%aa-%e0%b8%95%e0%b8%b3%e0%b8%99%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%9a%e0%b8%b2%e0%b8%9b-%e0%b8%97%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%a8%e0%b8%a3%e0%b8%a9/

กระบวนการคลื่นใต้น้ำ

26  พฤศจิกายน 2557

โดย หมัดเหล็ก

สถานการณ์ การออกมาต่อต้านรัฐบาล คสช. เป็นสิ่งบอกเหตุว่า การเมืองยังไม่นิ่ง จากการเปิดเผยของ ปณิธาน วัฒนายากร ที่ปรึกษา พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และ รมว.กลาโหม หลังจากประชุมหน่วยงานความมั่นคง สรุปว่า พล.อ.ประวิตรได้สั่งกำชับทุกหน่วยงานด้านความมั่นคงให้ทำงานมากขึ้น เพื่อดูแลความสงบเรียบร้อยของประชาชนในช่วงที่กำลังมีการเปิดให้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นปฏิรูปด้านต่างๆ

อีกทั้ง พล.อ.ประวิตรยังสั่งให้หน่วยงานภาครัฐลงพื้นที่มากขึ้น รวมทั้ง ครม.ที่แบ่งงานรับผิดชอบแบ่งโซนกันแล้ว เร่งลงพื้นที่ติดตามการปฏิบัติงานตามนโยบายมีประสิทธิภาพแค่ไหน รวมทั้งให้มีการสรุปการประเมินผลมาทุกสัปดาห์และให้รายงาน ครม.ทุก 3 เดือน

ต้องการให้งานด้านบริหารเป็นรูปธรรมมากขึ้น

ทีนี้มาถึง ประเด็นการออกมาแสดงความคิดเห็นทางการเมืองของกลุ่มมวลชนต่างๆ โดยเฉพาะการเคลื่อนไหวของนิสิต นักศึกษา ที่พยายามจะชูสามนิ้วอยู่ในเวลานี้ ซึ่งอาจจะประหลาดใจว่า ทำไมชูสามนิ้วไม่ได้ สัญลักษณ์สามนิ้วมาจากไหน เมื่อรู้ที่มาที่ไปแล้วจะถึงบางอ้อ เป็นสัญลักษณ์ที่ใช้ต่อสู้ทวงคืนความ

เป็นอิสรภาพในภาพยนตร์เรื่อง ฮังเกอร์ เกมส์ ภาคล่าสุด ซึ่ง ที่ปรึกษา พล.อ.ประวิตร อ้างรัฐบาลไม่ได้ห้ามเคลื่อนไหว เพียงแต่เกรงว่า จะมีใครนำประเด็นนั้นมาใช้ประโยชน์ที่ไม่บริสุทธิ์ใจเท่านั้น

ไหนๆก็ไหนๆ การเคลื่อนไหวเรียกร้องความเป็นประชาธิปไตยเต็มใบใน ฮ่องกง ที่ประท้วงรัฐบาลจีนแผ่นดินใหญ่ ส่วนใหญ่ผู้ชุมนุมแกนนำการชุมนุมก็จะเป็นนิสิต นักศึกษาทั้งนั้น เป็นคนรุ่นหนุ่ม ซึ่งเป็นกลุ่มคนที่มีความรู้ ไม่ใช่ชาวบ้านทั่วไป และมีการประท้วงที่ค่อนข้างจะรุนแรงตามประสาวัยรุ่น

ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในบ้านเราเวลานี้ก็เช่นกัน เริ่มจากนิสิต นักศึกษา รวมตัวกันชูสามนิ้ว เป็นเชิงสัญลักษณ์ อีกหน่อยอาจจะเหลือสองนิ้ว หรือกลายเป็นสี่นิ้ว ห้านิ้ว เก้านิ้ว สิบนิ้ว จริงๆแล้วไม่ได้อยู่ที่นิ้ว อยู่ที่การแสดงออกมากกว่า

ต่างจากวิกฤติการเมืองในอดีตของ เสื้อแดงเสื้อเหลือง ถ้าวิเคราะห์กันให้ขาด องค์ประกอบการเคลื่อนไหวของคนเสื้อแดง จะเป็นชั้นรากหญ้า จะเป็นคนในต่างจังหวัด องค์ประกอบของคนเสื้อเหลือง จะเป็นคนชั้นกลาง คนมีความรู้ ปัญญาชน นักวิชาการ นิสิต นักศึกษาคนรุ่นใหม่

แล้วสังเกตให้ลึกอีกนิด การออกมาประท้วงเชิงสัญลักษณ์ จะเน้นไปที่ผู้นำ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และ รมว.กลาโหม และ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย

ปริศนาข้อนี้ฝ่ายเกาะติดคลื่นใต้น้ำ ต้องตีโจทย์ให้แตก อย่าไปสรุปรายงานข้างๆคูๆ การประเมินสถานการณ์ผิดก็เหมือนตอบโจทย์เลขผิดข้อ นอกจากไม่ได้คะแนน ยังสอบตก ทำให้ที่ตั้งใจเรียนมาทั้งหมดสูญเปล่าอีกด้วย.

 

หมัดเหล็ก

Permanent link to this article: http://npcusa.info/2014/11/25/%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%9a%e0%b8%a7%e0%b8%99%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%84%e0%b8%a5%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%99%e0%b9%83%e0%b8%95%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%b3/

Older posts «

Fetch more items