Time in Bangkok

“สมศักดิ์ เจียม” เเนะ คสช.-รบ. ปลด”ทีมโฆษก” ให้ข้อมูล-ความเห็นมั่ว ทั้งหมด

อ่านผมแทบไม่เชื่อว่า มันเป็นไปได้ยังไง (ตำรวจบอกว่า ไม่มีเสื้อ แต่ คสช เองเป็นคนโชว์ภาพ) ผมก็เลยลองเช็คด้วยตัวเอง ก็คอนเฟิร์มว่าเป็นจริงๆ
ท่านใดสนใจ ลองเช็คด้วยตัวเอง
นี่คือคลิปการแถลงข่าวของ คสช https://www.youtube.com/watch?v=aqzoPKMtBcA อยู่ที่นาที 3:24 – หรือดูภาพประกอบที่ผมแค็พมา จะเห็นหน้าวินธัย คู่กับเสื้อระเบิดพลีชีพที่ว่า
ดูทวิตเตอร์ “โฆษก ตร” ขอร้องประชาชนอย่าเผยแพร่ภาพดังกล่าวที่นี่
https://twitter.com/PoliceSpokesmen (หรือดูภาพประกอบที่ผมแค็พมา)
ปรากฏว่า ในหน้าทวิตเตอร์ “โฆษก ตร” ได้มีผู้ใช้ชื่อว่า “อิศรา” มาชี้ให้เห็นว่า ภาพ “เสื้อระเบิดพลีชีพ” ที่ คสช เอามาโชว์นั้น ความจริง เป็นภาพจากอิรัค* เมื่อ 2 ปีกว่ามาแล้ว ดูทวิตเตอร์ของเขาที่นี่ https://twitter.com/Itsara_Th/status/637631765452996608 และอันนี้ https://twitter.com/Itsara_Th/status/637629835859247106 (ดูภาพประกอบที่ผมแค็พมา)
* หรือดูภาพจากบล็อกของฝรั่ง เมื่อปี 2013 ที่นี่ http://blog.tsa.gov/2013_03_08_archive.html (ดูภาพประกอบที่ผมแค็พมา)
ความจริง เป็นภาพการค้นพบ เสื้อระเบิดพลีชีพ จากสหรัฐ ไม่ใช่อิรัค ตามที่คุณ “อิศรา” เข้าใจ
………………..
วิธัย กับพวก “ทีมโฆษก” ของทหาร ไม่ใช่ทำผิดชนิดน่าอนาถนี่เป็นครั้งแรก
เฉพาะกรณีระเบิดเอราวัณครั้งนี้ ตั้งแต่วันแรก พวกเขา (สรรเสริญ – “ไก่อู”) ก็ออกมา “ฟันธง” ดังนี้
“รัฐฟันธงฝีมือกลุ่มการเมืองเสียประโยชน์
พล.ต.สรรเสริญ ให้สัมภาษณ์เนชั่นทีวี ว่าเหตุระเบิดที่เกิดขึ้นเชื่อว่าผู้ลงมือ ต้องการให้ระเบิดในพื้นที่ที่เป็นจุดสัญญลักษณ์ทางการเมืองและเป็นพื้นที่ศูนย์กลางทางเศรษฐกิจ ขณะเดียวกันหลังเกิดเหตุ มีการปล่อยข่าวลวง ทั้งเรื่องที่บอกว่าจะมีการปิดสถาบันการเงิน ปิดการเรียนการสอน และประกาศภาวะฉุกเฉิน ซึ่งไม่เป็นความจริง ทุกอย่างเป็นข้อมูลเท็จ มีการกระทำอย่างเป็นระบบ เป็นขบวนการเพื่อให้สังคมเกิดความสับสน
“ตรงนี้แนวโน้มกลุ่มที่อยู่เบื้องหลังเป็นกลุ่มที่เสียประโยชน์ โดยเฉพาะกลุ่มการเมืองที่ไม่อยากให้บ้านเมืองเรามีความสงบ” พล.ต.สรรเสริญ กล่าว”
ดูรายงานที่นี่ http://www.komchadluek.net/detail/20150817/211798.html
และที่นี่ คราวนี้เป็นการ “ฟันธง” โดย พล.ต.คงชีพ โฆษกกระทรวงกลาโหม http://www.manager.co.th/Daily/ViewNews.aspx…
“พล.ต.คงชีพ ตันตระวาณิชย์ โฆษกกระทรวงกลาโหม กล่าว ประณามการกระทำของผู้ก่อเหตุ และกลุ่มคนที่สนับสนุนอยู่เบื้องหลังเหตุ ว่า การกระทำดังกล่าวเป็นความตั้งใจของกลุ่มเสียผลประโยชน์ทางการเมือง ที่ต้องการทำลายบรรยากาศเวลาแห่งความสุขของคนไทยทั้งประเทศที่ผ่านมา”
……………..
นี่เราพูดกันเฉพาะกรณีระเบิดเอราวัณกรณีเดียว อันที่จริง ตลอดปีกว่าที่ผ่านมา มีกรณีที่ “ทีมโฆษก” ทหารเหล่านี้ ทำงานไม่เอาไหนอีกหลายต่อหลายครั้ง
Somsak Jeamteerasakul’s photo.
Somsak Jeamteerasakul’s photo.
Somsak Jeamteerasakul’s photo.
Somsak Jeamteerasakul’s photo.
3,235 Likes · 236 Comments · 435 Shares

Permanent link to this article: http://npcusa.info/2015/08/31/14500/

ขอคว่ำ “รัฐธรรมนูญ” มาตรา 260 อันตราย : วีระกานต์ มุสิกพงศ์

วันจันทร์ที่ 31 สิงหาคม 2558

มติชนสุปสัปดาห์ คลองไม่ได้มีไว้ถอยหลัง วีระกานต์ มุสิกพงศ์ ขอคว่ำ “รัฐธรรมนูญ” มาตรา 260 อันตราย

“มาตรา 260 คณะกรรมการยุทธศาสตร์การปฏิรูปและการปรองดองแห่งชาติประกอบด้วยประธานกรรมการคนหนึ่งและกรรมการจำนวนไม่เกินยี่สิบสองคนซึ่งพระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งจากบุคคลดังต่อไปนี้

(1)กรรมการโดยตำแหน่ง ได้แก่ ประธานรัฐสภา ประธานวุฒิสภา นายกรัฐมนตรี ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ผู้บัญชาการทหารบก ผู้บัญชาการทหารเรือ ผู้บัญชาการทหารอากาศ และผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ

(2) กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งแต่งตั้งจากผู้ซึ่งเคยดำรงตำแหน่งประธานรัฐสภา นายกรัฐมนตรี ประธานศาลฎีกา ซึ่งเลือกกันเองในแต่ละประเภท ประเภทละหนึ่งคน และ

(3) กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิจำนวนไม่เกินสิบเอ็ดคนซึ่งแต่งตั้งตามมติรัฐสภา จากผู้ซึ่งมีความเชี่ยวชาญในการปฏิรูปด้านต่างๆ และการสร้างความปรองดอง

ให้กรรมการตามวรรคหนึ่งเลือกผู้ซึ่งมีความเหมาะสมคนหนึ่งให้เป็นประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์การปฏิรูปและการปรองดองแห่งชาติ

คุณสมบัติลักษณะต้องห้ามหลักเกณฑ์และวิธีการได้มา วาระการดำรงตำแหน่ง อำนาจหน้าที่ และการอื่นที่จำเป็น ของคณะกรรมการตามมาตรานี้ รวมทั้งเงินประจำตำแหน่งและผลตอบแทนอื่นของประธานกรรมการและกรรมการ ให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยยุทธศาสตร์การปฏิรูป และการปรองดอง

ให้ประธานรัฐสภาเป็นผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการแต่งตั้งประธานกรรมการและกรรมการยุทธศาสตร์การปฏิรูปและการปรองดองแห่งชาติฯลฯ

เป็นที่แน่ชัดแล้วว่าคณะกรรมาธิการยกร่าง รธน. ตกลงใจจะบัญญัติมาตรา 260 ดังความที่ยกมาให้เห็นนี้ไว้ใน รธน.ฉบับใหม่ของไทย ท่านผู้อ่านกรุณาอ่านซ้ำหลายครั้งหลายหน เพื่อจะได้จำไว้เป็นพื้นฐานสำหรับการถกเถียงในโอกาสข้างหน้า เพราะถือว่าเป็นหน้าที่ของพวกเราที่จะช่วยกันแสดงความคิดเห็นว่ามันดีหรือไม่ดีอย่างไร ก่อนจะมีการประกาศใช้ซึ่งจะสายเกินการ

ข้อแรกที่จะต้องแสดงความคิดเห็นไว้ก็คือ กรรมาธิการยกร่าง รธน. นั้นประกอบไปด้วยบุคคลที่มี มีความรู้ มีเกียติคุณเป็นที่น่าเชื่อถือจากหลายๆ วงการ จำเพาะประธานกรรมาธิการนั้นเป็นที่พูดกันมาว่ามีคุณวุฒิ และวิทยฐานะสูงพอที่จะรับตำแหน่งสำคัญๆ ของบ้านเมืองในอนาคตได้อีกมาก

จึงเป็นที่หวังกันว่า รธน. ที่ออกมาจะไม่ทิ้งหลักการประชาธิปไตยไปไกล และไม่ว่า คสช. จะใช้อำนาจสิ่งการชี้นิ้วให้ทำอะไร อย่างไรก็คงไม่เป็นผลสำเร็จ เพราะกรรมาธิการยกร่างฯ ชุดนี้คงไม่โอนอ่อนผ่อนตาม

แต่ทั้งหมดนี้ก็ผิดหวังเพราะกรรมาธิการเป็นที่พึ่งไม่ได้

ข้อที่ 2 พิจารณาจากผลงาน มาตรา 260 นี้แล้วทำให้เห็นว่าพวกเราพากันเข้าใจผิด หลงฝากอนาคตบ้านเมืองไว้กับกรรมาธิการ เหมือนฝากเนื้อไว้กับเสือ กรรมาธิการไม่กินเองดอกครับ แต่ชงให้คนอื่นขย้ำกินคล่องๆ คอ

คณะกรรมการยุทธศาสตร์ การปฏิรูป และการปรองดองแห่งชาติประกอบด้วยคน 22 คนซึ่งมีที่มาตาม (1)(2) และ(3) ตามร่าง ม.260 จำเพาะที่มาตาม (1) นั้นได้คัดเอาคนจากราชการประจำมาทำหน้าที่ ทางการเมืองสำคัญแบบเนียนๆ จนไม่สามารถแยกแยะได้ว่าไหนตำแหน่งราชการประจำ ไหนตำแหน่งการเมืองซึ่งนี่ก็คือปัญหาหลักที่แก้ไม่ได้ ของประเทศนี้ มาตั้งแต่เปลี่ยนแปลงการปกครอง

การยอมรับอำนาจของราชการประจำในตำแหน่งเหล่านี้ จนต้องบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญให้เข้ามามีบทบาททางการเมือง จะเป็นปมปัญหาทิ้งไว้ให้ลูกหลานต้องแก้กันอย่างดุเดือดเสียเลือดเนื้อ และชีวิตอีกในอนาคต ไม่ใช่การมอบบ้านเมืองเป็นมรดกที่ดี และน่ารักน่าหวงแหนให้ลูกหลานแน่นอน และพวกเราก็ไม่อาจนับเป็นบรรพบุรุษที่น่าเคารพบูชาของลูกหลานด้วย

อาจมีคนอธิบายว่าการเอาตำแหน่งผู้บัญชาการทหารสูงสุดผู้บัญชาการทหารบกผู้บัญชาการทหารเรือ ผู้บัญชาการทหารอากาศ และผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ มานั่งในตำแหน่งกรรมการยุทธศาสตร์การปฏิรูปและการปรองดองแห่งชาติ ให้มีอำนาจหน้าที่ในคณะกรรมการยุทธศาสตร์จะทำให้สามารถป้องกันการปฏิวัติได้ เพราะทุกครั้งที่มีการปฏิวัติ ก็มีบุคคลเหล่านี้ แหละนั่งเรียงแถวประกอบกันเป็นคณะปฏิวัติ

ข้าพเจ้ากลับมองไปในทางที่ตรงข้ามว่า ทำอย่างนี้ก็เปรียบเหมือนเหมือนเอาหัวหน้ามิจฉาชีพทั้งหลายมาดำรงตำแหน่งสำคัญๆ ในราชการตำรวจเสียแล้ว จะทำให้มิจฉาชีพทั้งหลายหยุดการปล้น อันเป็นอาชีพถาวรของพวกเขาลงได้ ซึ่งเป็นยุทธวิธีปราบมิจฉาชีพของนายตำรวจบางคนตามหลักเลี้ยงโจรไว้ปราบโจร

ขอถามตรงไปตรงมาสักคำเถอะว่าตำแหน่งผู้บัญชาการทหารสูงสุดผู้บัญชาการทหารเรือ ผู้บัญชาการทหารอากาศ และผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาตินั้น ใครผู้ใดจะมีเสียงดังกว่าผู้บัญชาการทหารบกบ้าง?

และในบรรดากรรมการยุทธศาสตร์ทั้งหลาย จะมีใครมีเสียงดังจนสามารถคัดค้านผู้บัญชาการทหารบกบ้าง เห็นมีแต่จะโอนอ่อนนอบน้อม เข้าหาถึงตอนที่ท่านแผลงฤทธิ์ขึ้นมา

ดีไม่ดี จะเป็นการง่ายเสียอีกที่จะทำการยึดอำนาจภายในห้องประชุมกรรมการยุทธศาสตร์นั่นแหละ ไม่ต้องเคลื่อนรถถัง ไม่ต้องเคลื่อนกำลังให้อึกทึกครึกโครม

จากประสบการณ์ข้าพเจ้ามีความเห็นว่า ไม่มีองค์กรใด และไม่มีบุคคลใดจะสามารถยับยั้งไม่ให้เกิดการยึดอำนาจขึ้นในสังคมไทยได้ นอกจากจะมีใครสามารถทำให้กองทัพบกง่อยเปลี้ยเสียขาจนทำปฏิวัติไม่ไหว แต่นั่นก็เป็นการเสี่ยงที่ประเทศจะเสียหายอยู่ไม่น้อย

ทีนี้ มาพิจารณาอำนาจพิเศษที่จะมีอายุเพียง 5 ปีเท่านั้น ขยายไม่ได้ ซึ่งอยู่ในบทเฉพาะกาล มีความดังนี้

“มาตรา… ภายในห้าปีนับแต่วันประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้ ถ้ามีความจำเป็นเพื่อรักษาความเป็นเอกราชของชาติ บูรณภาพแห่งดินแดน หรือเพื่อป้องกัน ระงับ หรือปราบปรามการกระทำอันเป็นการบ่อนทำลายความสงบเรียบร้อยหรือความมั่นคงของชาติ ราชบัลลังก์ เศรษฐกิจของประเทศหรือมีกรณีที่เกิดความขัดแย้งอันอาจนำไปสู่ความรุนแรงขึ้นในประเทศ ไม่ว่าจะเกิดขึ้นภายในหรือภายนอกราชอาณาจักร ทั้งการดำเนินการตามปกติของสถาบันการเมืองตามรัฐธรรมนูญและคณะรัฐมนตรีไม่อาจดำเนินการเพื่อยุติกรณีดังกล่าวได้คณะกรรมการยุทธศาสตร์การปฏิรูปและการปรองดองแห่งชาติมีมติด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่าสองในสามของกรรมการทั้งหมดเท่าที่อยู่มีอำนาจใช้มาตรการที่จำเป็นสำหรับจัดการกับสถานการณ์ดังกล่าวแทนได้ภายหลังจากที่ได้มีการปรึกษาหารือกับประธานศาลรัฐธรรมนูญและประธานศาลปกครองสูงสุดแล้วทั้งนี้เพื่อให้สถานการณ์กลับคืนสู่ภาวะปกติโดยเร็ว”

เมื่อได้ดำเนินการตามวรรคหนึ่งแล้ว ให้ประธานกรรมการยุทธศาสตร์การปฏิรูปและการปรองดองแห่งชาติโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการยุทธศาสตร์การปฏิรูปและการปรองดองแห่งชาติมีอำนาจสั่งการระงับยับยั้ง หรือกระทำการใดๆ ไม่ว่าการกระทำนั้นจะมีผลบังคับในทางนิติบัญญัติหรือในทางบริหาร และให้ถือว่าคำสั่ง การกระทำ และการปฏิบัติตามคำสั่งดังกล่าว เป็นคำสั่ง การกระทำ หรือการปฏิบัติที่ชอบด้วยกฎหมายและรัฐธรรมนูญนี้ และเป็นที่สุด ทั้งนี้ เมื่อได้ดำเนินการดังกล่าวแล้ว ให้คณะกรรมการยุทธศาสตร์และการปรองดองแห่งชาติรายงาน ประธานสภาผู้แทนราษฎร ประธานวุฒิสภา ประธานศาลรัฐธรรมนูญ และประธานวุฒิสภา ประธานศาลปกครองสูงสุด ทราบโดยเร็ว และแถลงให้ประชาชนทราบถึงการใช้มาตรการดังกล่าว

เมื่อได้มีการใช้อำนาจตามมาตรานี้ ให้ถือว่าเป็นการเปิดสมัยประชุมรัฐสภาโดยไม่ต้องมีการตราพระราชกฤษฎีกาเปิดสมัยประชุม และให้ถือว่าในระหว่างที่มีการใช้อำนาจตามมาตรานี้ เป็นสมัยประชุมของสภา”

ทั้งโครงสร้างและอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการยุทธศาสตร์นี้ไม่ทราบว่าจะเหมือนกับโปลิตบูโรของพรรคคอมมิวนิสต์ทั่วไปหรือไม่ข้าพเจ้าความรู้ไม่ถึง แต่พอจะบอกได้ว่า ความขัดแย้งระหว่างสภาผู้แทนราษฎร และรัฐบาลกับคณะกรรมการยุทธศาสตร์ในอนาคตคงจะทำให้ลูกหลานไทยต้องออกมาเรียกร้องให้ยกเลิกจนต้องเสียชีวิตเลือดเนื้อกันอีกไม่น้อยแน่นอน

ไม่ว่าจะอธิบายอย่างไรข้าพเจ้ายังเห็นว่านี่เป็นการริบอำนาจอธิปไตยของปวงชนที่ได้มาจากการทำอภิวัฒน์ของคณะราษฎร เมื่อ 24 มิถุนายน 2475 โน้น เป็นการขัดต่อหลักอำนาจอธิปไตยที่มี 3 คือ นิติบัญญัติ บริหาร และตุลาการ ซึ่งก็หมายถึงการทำลายประชาธิปไตย และเป็นการทรยศต่อประชาชน

ใครจะยอมรับข้อ รธน. ฉบับนี้ก็เชิญเถอะ แต่ข้าพเจ้าไม่รับ ขอประกาศเสียงดังฟังชัดว่า ไม่เอา รธน. นี้ ข้าพเจ้า นายวีระกานต์ มุสิกพงศ์ ขอคว่ำ รธน. นี้ผู้ใดเห็นด้วย โปรดร่วมด้วยช่วยกัน

Permanent link to this article: http://npcusa.info/2015/08/31/%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b9%88%e0%b8%b3-%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%90%e0%b8%98%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1%e0%b8%99%e0%b8%b9%e0%b8%8d-%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%b2-260/

สัมภาษณ์พิเศษ : “สุดารัตน์ เกยุราพันธุ์” ถอดรหัสร่าง รธน. ปรองดองใน”กรง

วันจันทร์ที่ 31 สิงหาคม 2558

โดย ศุภกาญจน์ เรืองเดช

http://www.matichon.co.th/online/2015/08/14409209801440920992l.jpg

หมายเหตุ – คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ อดีตแกนนำพรรคไทยรักไทย ให้สัมภาษณ์มติชนถึงภาพรวมของร่างรัฐธรรมนูญที่จะมีการพิจารณาลงมติของ สปช. และกระแสข่าวการร่วมงานกับคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และทิศทางทางการเมืองของพรรคเพื่อไทย (พท.) ในอนาคต

มองร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่ สปช.จะมีการลงมติรับหรือไม่รับอย่างไร

พูดในแง่ความห่วงใยที่มีต่อประชาชนก่อน ในฐานะของคนที่เคยทำงานการเมือง ดิฉันต้องเน้นย้ำก่อนว่า แม้รัฐธรรมนูญฉบับนี้จะเขียนโดยเน้นให้การเมืองอ่อนแอ แต่ดิฉันไม่ห่วงนักการเมืองหรอก ประเด็นนักการเมืองนี้ไม่ว่าใครอยู่พรรคไหนก็เชื่อว่าเขาจะสามารถเอาตัวรอดได้ แต่ที่ห่วงคือ รัฐธรรมนูญฉบับนี้ที่เป็นกติกาสูงสุดและจะต้องนำไปใช้ในการวางกรอบการทำงานของประเทศจะทำให้ประเทศก้าวไม่พ้นหลุมดำนี้เสียทีแม้จะบอกว่าวัตถุประสงค์ของรัฐธรรมนูญฉบับนี้คือแก้ไขปัญหาในอดีตสร้างความปรองดองให้ประเทศเดินหน้าได้ แต่ยังไม่ทันเริ่มนับ 1 เลย แค่ร่างเสร็จความหวังในเรื่องของความปรองดองก็มองแทบไม่เห็น

เพราะว่าทันทีที่ประกาศออกมา ก็มีเสียงคัดค้านจากพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) พรรค พท. นักวิชาการ และผู้คนที่ติดตามการร่างรัฐธรรมนูญ ก็ทำให้เห็นว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้อาจจะมองต่างมุม แต่มุมของคนที่เคยทำงานและรู้เรื่องการเมืองเกือบทั้งหมดคัดค้าน ยกเว้นผู้ที่ยกร่างฯ พอเริ่มต้นอย่างนี้ก็แสดงให้เห็นว่ามีปัญหา เรามีความขัดแย้งทางการเมือง 10 ปีกว่ามาแล้ว ข้ออ้างในการรัฐประหารครั้งนี้คือ ปัญหาการเมืองและความแตกแยกแล้วทำให้เดินหน้าไม่ได้ เมื่อเขียนรัฐธรรมนูญแบบนี้ อย่างแรกเลยคือเราเห็นเสียงแล้วว่าคู่ขัดแย้งต่างไม่ได้เห็นด้วย มีไม่กี่ครั้งที่เห็นพรรค ปชป.และพรรค พท.เห็นตรงกัน

วันนี้บอกว่าจะสร้างความปรองดอง ดีไซน์ให้มีรัฐบาลแห่งชาติเพื่อที่จะให้เกิดความปรองดอง ถามว่าหลักการดีไหม ก็ต้องบอกว่าหลักการดีนะ แต่วิธีปฏิบัติที่จะเกิดขึ้นจริงตามการร่างรัฐธรรมนูญแบบนี้แทบจะมองไม่เห็นเลย

เพราะถ้าจะเปรียบง่ายๆ เลยคือ เมื่อเห็นว่าคู่นี้ขัดแย้งกัน คุณก็สร้างกรงหรือดีไซน์กรงมาให้เขาเข้าไปอยู่ด้วยกัน จะได้ไม่ทะเลาะกัน มันใช่ไหม เขาก็ทะเลาะกันต่อ

ความเป็นไปได้ของการปรองดองภายใต้รัฐบาลแห่งชาติ

หลายคนคงพูดแล้วเรื่องรัฐบาลแห่งชาติส่วนตัวขอมองภาพรวมแล้วกันว่าการเขียนรัฐธรรมนูญให้การเมืองอ่อนแอ พอการเมืองอ่อนแอก็มีรัฐบาลแห่งชาติมารองรับ เพราะเมื่ออ่อนแอก็คือระบบของการเลือกตั้ง คือไม่ต้องการให้ใครมีเสียงเด็ดขาด ก็ให้มีพรรคเล็กพรรคน้อยเฉลี่ยกันไป เพราะคิดว่าการมีเสียงข้างมากอาจทำให้เกิดการทำร้ายประเทศ เกิดปัญหาต่างๆ ไปตั้งสมมุติฐานแบบนั้น ขั้นต่อไปก็ไปวางกรอบรั้งไว้อีกว่า คุณจัดตั้งรัฐบาลกันให้ได้นะภายในกรอบ 30+15 วัน ถ้าจัดตั้งกันไม่ได้ก็ต้องไปเลือกตั้งใหม่ ก็เหมือนกับไปบังคับเขาว่าต้องรีบตัดสินใจ ต้องตกลงประโยชน์ให้ตรงกันเพื่อที่จะจัดตั้งรัฐบาล ซึ่งตาอินกับตานาตกลงกันไม่ได้อยู่แล้ว ก็ได้แต่นายกฯคนนอกมา

ส่วนที่บอกว่าไม่ห่วงนักการเมืองนั้น หากมองดูอีกมุมหนึ่ง นักการเมืองหลายกลุ่มอาจจะพอใจกับรัฐธรรมนูญฉบับนี้ก็ได้ เพราะให้พรรคเล็กพรรคน้อยมีความสำคัญขึ้นมา เพราะต้องใช้เสียง 4 ใน 5 ต้องไปเก็บเอาทุกพรรคมารวมกัน ดังนั้นทุกพรรคไม่ว่าจะเป็นพรรคเล็กพรรคน้อย ก็มีโอกาสที่ได้ต่อรองเก้าอี้รัฐมนตรีหรือผลประโยชน์ต่างๆ เมื่อรัฐบาลออกมาในลักษณะรัฐบาลผสมแบบนี้ ปัญหาที่ตามมาคือกระทรวงที่เขาต่อรองมาได้ เขาก็แสดงความเป็นเจ้าข้าวเจ้าของ ความยากก็จะเกิดขึ้นคือ

1.จะไม่สามารถผลักดันนโยบายอะไรที่เป็นนโยบายของชาติได้ จากสภาวะการเมืองที่อ่อนแอและแบ่งแยกเป็นกระทรวงใครกระทรวงมันแบบนี้

2.การควบคุมการทุจริตคอร์รัปชั่นก็จะยากขึ้น ที่พูดมานี้ก็คงเป็นความห่วงใยจากประสบการณ์ที่ได้เห็นมาในช่วงก่อนปี 40 หรือก่อนที่เราจะปฏิรูปการเมือง ปัญหาประเทศไทยคือการที่มีพรรคเล็กพรรคน้อยผสมกันจนไม่สามารถผลักดันนโยบายอะไรออกมาได้ เช่น กระทรวงด้านเศรษฐกิจที่ไม่ใช่กระทรวงการคลังกระทรวงเดียว มีหลายกระทรวงที่เกี่ยวข้อง ถ้าจะแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ

แต่กระทรวงนี้เป็นของพรรคนี้ กระทรวงนี้เป็นของพรรคนั้น อีกกระทรวงของอีกพรรค ความเป็นเอกภาพของนโยบายไม่เกิดนะ

ปัญหานี้เคยเกิดก่อนปี 40 มาแล้ว เราถึงมีการปฏิรูปกันในปี 40 แต่วันนี้กลับไปเขียนรัฐธรรมนูญที่จะทำให้เกิดปัญหามากกว่าปี 40 เสียอีก ดังนั้นแก้ปัญหาประเทศไม่ได้ไม่พอ การจะเดินหน้าไปสู่การพัฒนาในด้านต่างๆ ก็จะยากพอสมควรจากความไม่เป็นเอกภาพของรัฐบาล ต่อมาคือทุกคนมารวมกันเป็นรัฐบาลจริงแต่เหมือนแค่แบ่งผลประโยชน์กันลงตัว ต่างคนต่างเป็นเจ้าของกระทรวงนั้นกระทรวงนี้ และที่พูดนี้ไม่เกินความจริง ดูได้อย่างรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่มีพรรคร่วมผสม รัฐบาลในขณะนั้นยังพูดเลยว่านโยบายนี้ผลักดันไม่ได้เพราะว่าต่างพรรคกัน เราเคยได้ยินอย่างนี้มาตลอด

มาถึงการตรวจสอบถ่วงดุล เรื่องการตรวจสอบถ่วงดุลนี้แทบจะไม่เหลือเลย เพราะถ้าใช้เสียง 4 ใน 5 จัดตั้งรัฐบาล ก็เท่ากับว่าเหลือฝ่ายค้าน 1 ใน 5 เท่านั้น ฝ่ายค้านครึ่งๆ กับรัฐบาลยังตรวจสอบกันยากเลย เหลือ 1 ใน 5 จะตรวจสอบอะไร

แล้วมันหมายความว่าอย่างไร?

การตรวจสอบถ่วงดุลตามระบอบประชาธิปไตยนั้นหายไปเลย

ดิฉันคิดว่า ถ้าจะทำอย่างนี้ จะแก้ปัญหาโดยการทำให้การเมืองอ่อนแอโดยการสร้างกรงให้มาอยู่รวมกันโดยไม่ได้เต็มใจ ก็จะเป็นเพียงการมาอยู่รวมกันให้รอดไป ให้ประโยชน์สมกัน นักการเมืองทุกคน ดิฉันเชื่อว่าเลือกตั้งมาจะให้ยุบสภาแล้วกลับไปเลือกตั้งใหม่ไม่มีใครอยากหรอก ก็มาเจรจาสมประโยชน์กัน ซึ่งจะเป็นการเปิดโอกาสให้มีการฮั้วกันทางการเมือง ระหว่างผู้ที่อาจจะไม่ได้อยากลงเลือกตั้ง แต่อยากมีอำนาจในการปกครองประเทศ บวกกับนักการเมืองมาบังคับให้เขาฮั้วผลประโยชน์กัน แต่ฮั้วผลประโยชน์ของผู้ที่เล่นเกมอำนาจ ไม่ได้ฮั้วกันเพื่อประโยชน์ของประชาชนและประเทศชาติ อันนี้คือสิ่งที่ดิฉันกลัว

ถ้าจะทำแบบนี้ สู้ไปเพิ่มอำนาจให้ประชาชนตรวจสอบนักการเมืองทุกระดับตั้งแต่ท้องถิ่นถึงระดับชาติให้มากกว่านี้ดีไหม ไปเพิ่มบทลงโทษผู้ทุจริต และการควบคุมผู้ที่ทุจริตให้ง่ายขึ้นดีกว่าไหม ดิฉันไม่เห็นด้วยกับการแก้ปัญหาการเมืองโดยการทำให้ระบบการเมืองอ่อนแอ

สำหรับดิฉันเองที่เคยทำงานมาก่อนปี 40 ถึงจุดหนึ่งดิฉันคิดเสมอว่า ถึงแม้ว่าดิฉันจะรักในอาชีพการเมือง แต่ ณ ช่วงนั้นที่ยังไม่มีการปฏิรูปการเมืองก็คิดอยากเลิก เพราะมีความรู้สึกว่าไม่สามารถผลักดันนโยบายใดที่เป็นนโยบายแห่งชาติหรือนโยบายระยะยาวได้เลย

เรื่องที่น่าห่วงยังมีอีกหรือไม่

อีกเรื่องหนึ่งคือ เรื่องของซุปเปอร์รัฐบาล หรือคณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อการปฏิรูปและการปรองดองแห่งชาติ (คปป.) การดีไซน์แบบนี้ดูดีเหมือนกับการดีไซน์รัฐบาลแห่งชาติ คือมีกรรมการมากำกับให้มีการปฏิรูปการเมือง แต่การปกครองระบอบประชาธิปไตยคือการมาจากประชาชนโดยผ่านการเลือกตั้ง เวลาที่เราเลือกตั้ง เราก็นำเสนอสิ่งที่จะไปแก้ปัญหาให้ประชาชน เขาก็เห็นว่าพรรคไหนมี

นโยบายอย่างไรก็เลือกมา แล้วพรรคการเมืองก็เข้ามาผลักดันนโยบายนั้น แต่วันนี้ ถ้าพรรคหนึ่งหาเสียงว่าจะทำนโยบาย ก. เช่น นโยบายเอสเอ็มอี เพราะเห็นว่าเศรษฐกิจไม่ดี จะให้เงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ แล้วสมมุติถ้า คปป.ที่ต้องทำทั้งในเรื่องของการปฏิรูปและการปรองดองซึ่งเป็นคำที่กว้างมากนี้เห็นว่าถือเป็นประชานิยม ยังไม่ให้ทำ

ถามว่ามีโอกาสเกิดแบบนี้ได้ไหม แล้วใครจะรับรองว่าจะไม่เกิดอะไรแบบนี้

ที่ดิฉันห่วงจริงๆ เลยคือนโยบายที่จะเข้าไปแก้ปัญหาให้กับประชาชน และนโยบายที่ผลักดันเพื่อการก้าวเดินของประเทศ ใครที่อาสาเข้าไปทำงานแทบจะทำไม่ได้เลย เพราะเริ่มแรกมีพรรคร่วมก็

ขัดแย้งกันเองแล้ว แล้วยังมีซุปเปอร์รัฐบาลมาคุมอีก ดังนั้น นักการเมืองที่อยากทำงานให้กับประเทศชาติและประชาชนจริงๆ ต้องคิดหนักแล้ว

ในฐานะนักการเมือง ถ้ารัฐธรรมนูญผ่านออกมาในลักษณะนี้จริงๆ พร้อมที่จะทำงานภายใต้รัฐธรรมนูญแบบนี้หรือไม่

โดยส่วนตัว อายุอานามเปลี่ยนไป ช่วงที่ดูแลแม่ได้มีโอกาสศึกษาพระธรรม ทำให้ดิฉันรู้สึกพอในหลายอย่าง ไม่เหมือนสมัยก่อนที่เรายังเด็ก การทำงานเราก็อยากมีความก้าวหน้าในหน้าที่การงาน แต่วันนี้ความอยากได้ในตำแหน่งแห่งหนนั้นหมดไปแล้ว แต่เรื่องของการทำงานเพื่อส่วนรวมดิฉันก็ถือว่า แม้จะไม่ได้เป็นนักการเมืองแต่ก็ทำอยู่เรื่อยด้านใดด้านหนึ่งเท่าที่ศักยภาพมี และดิฉันก็พยายามสงบปากสงบคำ เพราะเราไม่อยากให้ตัวเราเองเป็นเงื่อนไขในความขัดแย้งอะไร แม้จะถูกกระทำมาเยอะพอสมควร ไม่อยากให้ตัวเองเป็นปัญหาของประเทศ

วันนี้ถ้าถามถึงการกลับเข้าไปทำงานทางการเมือง ถ้ากลับเข้าไปแล้วสามารถทำงานได้ สามารถผลักดันการพัฒนาประเทศ หรือผลักดันการแก้ไขปัญหาประเทศได้ ดิฉันว่าหลายคนก็คงอยากจะทำ ถึงแม้ว่าจะผิดหวังกับการเมืองมากันบ้างหรือกับปัญหาบ้านเมืองที่มีมาเป็นสิบๆ ปี แต่ถ้าทำอะไรไม่ได้เลยมันก็เป็นเรื่องที่คิดหนัก อย่างกติกาที่ออกมาแบบนี้ ดิฉันเองก็คิดหนัก อย่างถ้าวันหนึ่งมีคนชวนไปลงสมัครรับเลือกตั้งก็ต้องบอกว่าคิดหนัก และเชื่อว่าคนที่อยากทำงานทุกคนก็คงคิดในเรื่องนี้เหมือนกัน

นอกจากนี้อยากจะบอกว่ากติกาแบบนี้เสี่ยงที่จะทำให้เราเสียคนมาก เช่น วันหนึ่งเกิดมีคนชวนดิฉันไปลงสมัครรับเลือกตั้ง พอไปลงแล้วไปหาเสียงไปบอกว่าเลือกเราเถอะ เราจะทำ 1 2 3 ให้ พอเข้าไปแล้วทำไม่ได้ จาก 2 ล็อก คือ 1.พรรคเล็กพรรคน้อยต่อรองกัน กับ 2.ซุปเปอร์รัฐบาลที่มาคอยบอกว่าสิ่งไหนทำได้ ไม่ได้ แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่าเราจะทำได้หรือไม่ได้ เสี่ยงที่จะทำผิดศีลตั้งแต่วันแรกที่ลงเลือกตั้งแล้ว แล้วถ้าเริ่มต้นมาผิดศีลข้อหนึ่ง มันก็จะผิดต่อไปหมด

ดังนั้น ถ้ากติกาแบบนี้หลายคนคงคิดหนัก รวมถึงตัวดิฉันเองด้วย

อนาคตสมาชิกบ้านเลขที่ 111, 109 จะเป็นอย่างไร

วันนี้ดิฉันไม่คิดว่าคนบ้าน 111, 109 จะกลับมาเล่นการเมืองได้ แต่ดิฉันไม่ได้เรียกร้อง ถ้าคิดว่าพวกบ้าน 111, 109 เป็นตัวปัญหาของประเทศก็ตัดทิ้งเสีย หากประเทศจะสงบสุข จะเดินได้ก็เอา แต่ขอให้ประเทศเดินได้จริงๆ

ดังนั้นก่อนจะพูดถึงเรื่องการกลับสู่การเมือง เรามาดูกติกากันก่อนดีกว่า ที่มาทั้งหมดนี้ ดิฉันคิดว่าดิฉันไม่ได้กังวลเกี่ยวกับปัญหาในรัฐธรรมนูญที่จะเกี่ยวข้องกับนักการเมือง

ยกตัวอย่าง อย่างบ้านเลขที่ 111 สมมุติอยากกลับไปลงเลือกตั้ง ก็เชื่อว่าท้ายที่สุดแล้วก็ลงไม่ได้ เพราะมาตรา 108 เรื่องคุณสมบัติของผู้สมัคร ส.ส.นั้นเขียนไว้ชัดเจน แต่ กมธ.ยกร่างฯบอกว่าไม่เป็นไร เดี๋ยวจะไปเขียนไว้ในเจตนารมณ์ให้ แต่การไม่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญสามารถตีความได้ทั้งนั้น ท้ายที่สุดเมื่อคนสมัครก็จะมีการยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความวุ่นวายกันอีกครั้ง

ในฐานะที่เป็นแกนนำพรรคไทยรักไทยซึ่งเป็นฐานของพรรคพท.มองว่าทิศทางของพรรค พท.นับจากนี้ควรเป็นอย่างไร

วันนี้พรรค พท.น่าจะใช้โอกาสนี้พลิกวิกฤตให้เป็นโอกาสเสีย ใช้เวลานี้ในการพัฒนาพรรค ร่วมแรงร่วมใจกันในการเดินหน้าให้เป็นพรรคการเมืองที่เป็นที่พึ่งให้กับประชาชน เพราะพรรค พท.เองก็เป็นผู้ที่ต้องเผชิญมรสุมมาหลายลูก ทั้งถูกปฏิวัติ 2 ครั้ง ถูกยุบพรรค 2 ครั้ง บุคลากรถูกตัดสิทธิ 2 ครั้ง ตั้งแต่เป็นพรรคเดิมคือไทยรักไทยก็ถูกยุบพรรค ถูกตัดสิทธิทางการเมือง น่าจะเป็นพรรคเดียวในประวัติศาสตร์การเมืองไทยที่เป็นแบบนี้ แต่เชื่อว่าพรรค พท.สามารถทำได้ เพราะพรรค พท.เองก็มีบุคลากรที่มีความสามารถมาก เป็นพรรคที่ยังเป็นที่หวังของประชาชนได้อยู่ เพราะจากการเลือกตั้งทุกครั้งก็ชนะ ไม่ว่าจะอยู่ในสภาพไหน

อยากให้กำลังใจ ให้ใช้โอกาสที่เขาบังคับให้ปิดเทอมในการพัฒนาพรรค

ดิฉันเป็นคณะต้นๆ ในการทำพรรคไทยรักไทยซึ่งเป็นรากฐานมา ในขณะนั้นเราให้ความสำคัญกับการศึกษาปัญหาของประเทศโดยหลักวิชาการ และเป็นพรรคแรกที่ชูนโยบายหาเสียงอย่างเป็นรูปธรรม ดิฉันก็คิดว่า พรรค พท.ในขณะนี้ที่มีบุคลากรที่มีความสามารถจำนวนมากจะทำงานวิชาการ เตรียมการศึกษาการแก้ไขปัญหาของประเทศ รวบรวมความรู้ ความสามารถ และรวมใจเป็นหนึ่งก็จะสามารถใช้วิกฤตตรงนี้ในการพัฒนาได้

กระแสข่าวการขึ้นเป็นหัวหน้าพรรคเพื่อไทยกับความสัมพันธ์กับผู้ใหญ่ในคสช.ถึงขั้นชวนไปร่วมครม.เป็นอย่างไร

ข่าวลือหัวหน้าพรรค ข่าวไปเป็นรัฐมนตรีร่วมกับ คสช. ข่าวลือก็คือข่าวลือ ยังไม่สามารถจับต้นชนปลายได้ว่ามาจากไหน ไม่รู้ใครพูด ไม่รู้จะห้ามอย่างไร แต่ดิฉันก็ได้ปฏิเสธข่าวไปทั้งหมดแล้วว่าไม่ได้มีข้อเท็จจริงใดๆ เช่น ลือว่าไปพบผู้มีอำนาจที่เขาใหญ่บ้าง ไปสิบสองปันนาบ้าง ยืนยันอีกครั้งไม่มี ไม่ได้ไปที่ไหนทั้งสิ้น

การเมืองไทยวันนี้ไม่ได้แก้ปัญหาด้วยตัวบุคคลเพียงคนเดียว ต้องเปลี่ยนวิธีคิดใหม่ ทำใหม่ เริ่มจากนักการเมืองด้วยกันเองนี่แหละ ที่ต้องปฏิวัติตนเอง ต้องตระหนักถึงบทบาทและหน้าที่ของตนเองตามระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และต่อประเทศชาติอย่างจริงจัง สร้างระบบการเมือง พรรคการเมืองให้เข้มแข็ง บนพื้นฐานของผลประโยชน์ประเทศชาติ มีธรรมาภิบาลและยึดหลักประชาธิปไตย ดำเนินงานด้วยเหตุด้วยผล ด้วยความสามัคคีกัน

วันนี้การเมืองไทยไม่ยึดทั้ง 2 หลักสำคัญนี้ คือ ไม่ยึดผลประโยชน์ชาติและไม่ยึดหลักประชาธิปไตย

การเมืองเมื่อจบการเลือกตั้ง ต้องใช้สภาเป็นเวที ทั้งตรวจสอบถ่วงดุล ไม่ใช่ใช้ท้องถนนแทนสภาเพื่อแย่งอำนาจกัน แล้วก็กวักมือเรียกอำนาจพิเศษมาปฏิวัติ ทั้งที่นักการเมืองต้องเป็นผู้รักษากติกาและรักษาประชาธิปไตย

ส่วนความสัมพันธ์กับทหารบางท่านที่เป็นสมาชิกอยู่ในคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.)ก็รู้จักกันจริง แต่การรู้จักไม่ได้มารู้จักกันทางการเมือง ไม่ใช่ต้องทำการเมืองร่วมกัน ทหารบางท่านดิฉันรู้จักมานานก่อนเข้ามาเล่นการเมืองเสียอีก ไม่ได้มีนัยยะอะไรเลย

ดังนั้นขอเรียนว่าข่าวทั้งหมดก็คือข่าวลือ ก็แล้วแต่คนว่าจะมองกันไปอย่างไร

หากไม่กลับมาเล่นการเมือง ตั้งใจทำงานอะไร

งานด้านสังคมเป็นงานที่มีความสุขมากกว่า โดยเฉพาะงานด้านศาสนามีความสุขมาก ก็ทำโครงการเผยแพร่คำสอนของพระพุทธเจ้าด้วย และคิดว่าเป็นงานที่ไม่ว่าจะอยู่ตรงไหนก็คงทำต่อ ทั้งนี้ ดิฉันไม่เคยวิพากษ์วิจารณ์การเมืองมานานแล้ว เพราะถือว่าตัวเองออกจากการเมืองมานานแล้ว

แต่ที่ออกมาพูดเรื่องรัฐธรรมนูญในวันนี้ พูดด้วยความเป็นห่วงจริงๆ

Permanent link to this article: http://npcusa.info/2015/08/31/%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%a1%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%a9%e0%b8%93%e0%b9%8c%e0%b8%9e%e0%b8%b4%e0%b9%80%e0%b8%a8%e0%b8%a9-%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%94%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%95%e0%b8%99/

Older posts «

Fetch more items