Time in Bangkok

‘ไอซีเจ’จี้เลิกอัยการศึก-ม.44 นำไทยกลับสู่อำนาจพลเรือน

วันพุธ, เมษายน 01, 2558

ที่มา ข่าวสดออนไลน์
วันที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2558

วันที่ 31 มี.ค. คณะกรรมการนักนิติศาสตร์สากล หรือ ไอซีเจ ออกแถลงการณ์ ประเทศไทย: ยกเลิกกฎอัยการศึกและนำประเทศกลับสู่อำนาจพลเรือน
ประเทศไทยต้องยกเลิกการใช้กฎอัยการศึกและนำประเทศกลับสู่การปกครองโดยพลเรือนแทนที่จะใช้อำนาจโดยอำเภอใจตามมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฉบับชั่วคราว คณะกรรมการนักนิติศาสตร์สากลกล่าวในวันนี้

ในวันนี้ นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา กล่าวว่าได้ยื่นเสนอทูลเกล้าฯ ยกเลิกกฎอัยการศึก ซึ่งได้มีการประกาศใช้ทั่วประเทศตั้งแต่วันที่ 20 พ.ค. 2557 ต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ และยังกล่าวว่าจะใช้บังคับมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฉบับชั่วคราว ซึ่งให้อำนาจการปกครองโดยปราศจากข้อจำกัดทางกฎหมายหรือความรับผิดใดๆ

“การเลิกกฎอัยการศึกเป็นก้าวที่จำเป็น แต่การนำมาตรา 44 มาใช้บังคับแทนที่ไม่ได้ช่วยจัดการปัญหาการละเมิดอย่างร้ายแรงอันเป็นพันธกรณีของประเทศไทยภายใต้กฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ ทั้งนี้ มาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฉบับชั่วคราวถูกร่างขึ้นอย่างกว้างมากโดยอาจให้อำนาจแก่หัวหน้าคณะรัฐบาลทหารมากขึ้นกว่ากฎอัยการศึกเสียด้วยซ้ำ” นายวิลเดอร์ เทเลอร์ เลขาธิการคณะกรรมการนักนิติศาสตร์สากลกล่าว “มาตรา 44 อนุญาตให้หัวหน้า คสช. ออกคำสั่งใดๆ ที่ตนต้องการได้โดยการอ้างว่าเพื่อเสริมสร้างความสามัคคีของประชาชนและความมั่นคงของชาติ รวมทั้งให้ถือว่าคำสั่งใดๆ ที่ออกมานั้นเป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายและชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นการกำจัดโอกาสในการตรวจสอบของฝ่ายตุลาการ”

มาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฉบับชั่วคราว ให้อำนาจแก่คสช. ในการออกคำสั่งใดๆ ที่เห็นว่ามีความจำเป็นเพื่อ “…ประโยชน์ในการปฏิรูปในด้านต่างๆ การส่งเสริมความสามัคคีและความสมานฉันท์ของประชาชนในชาติ หรือเพื่อป้องกัน ระงับ หรือปราบปรามการกระทำอันเป็นการบ่อนทำลายความสงบเรียบร้อยหรือความมั่นคงของชาติ ราชบัลลังก์ เศรษฐกิจของประเทศ หรือราชการแผ่นดิน…” และบัญญัติให้คำสั่งใดๆ เป็นคำสั่งที่ “…ชอบด้วยกฎหมายและรัฐธรรมนูญนี้และเป็นที่สุด…”

“มาตรา 44 ละเมิดเสาหลักพื้นฐานของหลักนิติธรรมและสิทธิมนุษยชน รวมไปถึงหลักความเสมอภาค การตรวจสอบได้ และการคาดการณ์ได้ และมาตรา 44 อาจยินยอมให้มีการปกครองตามอำเภอใจโดยหัวหน้าคสช. ด้วย ดังนั้น การใช้บทบัญญัติดังกล่าวจึงไม่อาจถือเป็นการแก้ไขปัญหาการใช้กฎอัยการศึกอย่างแท้จริง ซึ่งอย่างน้อยที่สุดก็เคยมีการใช้บังคับมาแล้วตั้งแต่ปี พ.ศ. 2457 และมีระดับความชัดเจนในขอบเขตและการบังคับใช้” นายเทเลอร์กล่าว “คสช. ควรยกเลิกกฎอัยการศึกและให้คำมั่นอย่างแน่ชัดว่าจะปฏิบัติตามพันธกรณีระหว่างประเทศของประเทศไทย ซึ่งหมายถึงการหลีกเลี่ยงการใช้มาตรา 44 ไม่ว่าในทางใดๆ ก็ตาม”

กฎหมายระหว่างประเทศควบคุมดูแลความพยายามของรัฐบาลในการที่จะระงับหรือจำกัดการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนในสถานการณ์ฉุกเฉินอย่างเคร่งครัด “การงดเว้นสิทธิบางประการ” ดังกล่าวสามารถทำได้ภายใต้ข้อบท ที่ 4 แห่งกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR) ซึ่งประเทศไทยเข้าเป็นภาคี หากแต่ต้อง “อยู่ในช่วงเวลาที่มีสถานการณ์ฉุกเฉินที่เป็นภัยคุกคามต่อความคงอยู่ของประเทศชาติ” เท่านั้น

“สถานการณ์ของประเทศไทยยังไม่ถึงเกณฑ์ที่สูงมากที่จะทำให้สามารถงดเว้นสิทธิบางประการตามกฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศได้” นายเทเลอร์กล่าว “เจ้าหน้าที่รัฐไทยได้มีการให้คำมั่นสัญญามาตลอดว่าจะคืนหลัก นิติธรรมอย่างรวดเร็วและจะเคารพสิทธิมนุษยชนในประเทศ แต่การแทนที่กฎอัยการศึกด้วยมาตรา44 ไม่ได้แสดงถึงการปรับปรุงหลักนิติธรรมหรือให้ความเคารพแก่สิทธิมนุษยชนเลย”

ooo

Thailand: Lift martial law and return the country to civilian authority

Thailand must lift martial law and return the country to civilian rule, instead of invoking arbitrary powers under Article 44 of the country’s interim constitution, said the ICJ today.

Today, Prime Minister and head of the ruling National Council for Peace and Order (NCPO), General Prayut Chan-o-cha, announced that he had submitted a revocation of the Martial Law, imposed nationwide on 20 May 2014, to King Bhumibol Adulyadej.

Gen. Prayut stated that in place of Martial Law, he would invoke Article 44 of the Interim Constitution, which effectively gives him the authority to rule without any legal restrictions or accountability.

“Ending Martial Law is a necessary step, but replacing it with Article 44 does not address the serious violations of Thailand’s obligations under international human rights law. Article 44 of the Interim Constitution is drafted so broadly that it could give the head of the junta even greater powers than Martial law,” said Wilder Tayler, Secretary General of the ICJ. “Article 44 would allow the head of the NCPO to issue any orders he wishes under the pretext of strengthening public unity and national security, and also deems any such order to be legal and constitutional, removing any possibility of judicial oversight.”

Article 44 of the interim Constitution gives the NCPO power to give any order deemed necessary for “…the benefit of reform in any field and to strengthen public unity and harmony, or for the prevention, disruption or suppression of any act which undermines public peace and order or national security, the Monarchy, national economics or administration of State affairs …,” and provides that any such order “…is deemed to be legal, constitutional and conclusive…”

“Article 44 violates the fundamental pillars of the rule of law and human rights, including equality, accountability, and predictability. Article 44 could potentially allow for arbitrary rule by the head of the NCPO, so using it would not be a real improvement over the Martial Law, which at least has been in existence since 1914, and has a degree of clarity to its scope and application,” said Tayler.

“The NCPO should revoke Martial Law and also explicitly commit itself to observing Thailand’s international obligations, which means avoiding any use of Article 44,” he added.

International law strictly regulates attempts by governments to suspend or restrict protection for human rights on grounds of emergency.

Such “derogations” are permissible under Article 4 of the International Covenant on Civil and Political Rights (ICCPR), to which Thailand is a State Party, only “in time of public emergency which threatens the life of the nation”.

“The situation in Thailand does not meet the extremely high threshold required for derogating from international human rights law,” said Tayler. “Thai authorities have repeatedly promised a rapid return to the rule of law and respect for human rights in the country, but replacing Martial Law with rule by Article 44 doesn’t suggest an improvement for the rule of law or respect for human rights.”

Thailand-Martial Law-Article 44-News-Press release-2015-THA (Thai version, full text in PDF)

Permanent link to this article: http://npcusa.info/2015/04/01/%e0%b9%84%e0%b8%ad%e0%b8%8b%e0%b8%b5%e0%b9%80%e0%b8%88%e0%b8%88%e0%b8%b5%e0%b9%89%e0%b9%80%e0%b8%a5%e0%b8%b4%e0%b8%81%e0%b8%ad%e0%b8%b1%e0%b8%a2%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a8/

ตู่ ไม่เนียน! อ้าง “พรบ.ปราบปรามค้ามนุษย์” ผลงานรัฐบาล คสช.ค้น “ราชกิจจาฯ” ฟ้องชัดประกาศใช้ปี 51

วันพุธ, เมษายน 01, 2558

ที่มา ที่นี่และที่นั่นวันนี้
March 31, 2015

การโยนความผิดให้กับ “รัฐบาลก่อนหน้า” ดูเหมือนจะกลายเป็นเครื่องหมายการค้าของ “รัฐบาลคณะรัฐประหาร คสช.” ที่นำโดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. เสียแล้ว

ไม่ว่าจะเป็นปัญหาความขัดแย้ง ปัญหาการเมือง หรือแม้แต่ปัญหาเศรษฐกิจปากท้องประชาชน เมื่อ “หัวหน้ารัฐบาล” ได้ โยนความผิด ไปให้ใครสักคนหนึ่ง ก็จะทำให้ “บุคลากรภายในรัฐบาล” รู้สึกว่าปัญหาต่างๆที่เกิดขึ้นภายในรัฐบาลชุดปัจจุบันรู้สึกผ่อนคลาย ราวกับปัญหาได้รับการแก้ไขแล้วเสร็จลุล่วง !

ซึ่งก็รวมไปถึง “ปัญหาการค้ามนุษย์”ซึ่ง “ไทย” ได้ถูกจัดอันดับให้อยู่ในกลุ่มสถานการณ์การค้ามนุษย์ประจำปี หรือTrafficking in Persons Report (Tip Report)ระดับสุดท้ายคือ “ระดับ 3 (Tier 3) หมายถึงประเทศที่ไม่ให้ความสำคัญกับการป้องกันช่วยเหลือเหยื่อหรือจับกุมผู้ ค้ามนุษย์

สหรัฐอเมริกาและสหภาพยุโรป ขึ้นบัญชีดำและตัดสิทธิพิเศษทางศุลกากร (จีเอสพี ) สินค้า ในช่วง “รัฐบาล คสช.”

โดยล่าสุด เมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2558 ที่ท่าอากาศยานขนส่งทหารบก (ขส.ทบ.) ดอนเมือง“พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. กล่าวอ้างถึงการแก้ไขปัญหาการค้ามนุษย์นั้นเพิ่งเริ่มต้นอย่างจริงจังในช่วงรัฐบาลชุดนี้

“ขณะนี้เพิ่งจะออกมา โดยรัฐบาลนี้ที่ออกพ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ ฉบับที่ พ.ศ. …”

ซึ่งนี่คือคำพูดที่ชัดๆ ของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่สื่มวลชนไทยทุกสำนักนำเสนอ ( อ่านข้อความฉบับเต็มได้ที่ http://www.thairath.co.th/content/489903)

แต่ในข้อเท็จจริงดูเหมือนจะยัง “ขัดแย้ง” กับสิ่งที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา กล่าวอย่างมาก โดยเมื่อตรวจสอบจาก “ราชกิจจานุเบกษา” พบว่า ใน ประกาศราชกิจจานุเบกษา หน้า 28 เล่ม 125 ตอนที่ 29 ก วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2551 ได้มีการประกาศใช้ “พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ.2551”

โดย “พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ.2551” ซึ่งประกาศลงราชกิจจานุเบกษาและบังคับใช้มาก่อนจะมีรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นั้น มีความครอบคลุมการกระทำเพื่อแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบจากบุคคลที่มิได้จำกัดแต่เฉพาะหญิงและเด็ก ด้วยวิธีการที่หลากหลาย เช่น การนำบุคคลเข้ามาค้าประเวณีในหรือส่งไปค้านอกราชอาณาจักร และการบังคับใช้แรงงาน บริการหรือขอทาน บังคับตัดอวัยวะเพื่อการค้า หรือการแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบประการอื่น ซึ่งในปัจจุบัน ได้กระทำในลักษณะองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติมากขึ้น ประกอบกับประเทศไทยได้ลงนามอนุสัญญาสหประชาชาติเพื่อต่อต้านอาชญากรรมข้ามชาติที่จัดตั้งในลักษณะองค์กร และพิธีสารเพื่อป้องกัน ปราบปรามและลงโทษการค้ามนุษย์ โดยเฉพาะผู้หญิงและเด็ก เพิ่มเติมอนุสัญญาสหประชาชาติเพื่อต้อต้านอาชญากรรมข้ามชาติ ที่จัดตั้งในลักษณะองค์กร จึงสมควรกำหนดลักษณะความผิดให้ครอบคลุมการกระทำดังกล่าวเพื่อให้การป้องกัน และปราบปรามการค้ามนุษย์มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น เพื่อให้สอดคล้องกับพันธกรณีของอนุสัญญาและพิธีสารจัดตั้งกองทุน เพื่อป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ รวมทั้งปรับปรุงการช่วยเหลือและคุ้มครองสวัสดิภาพผู้เสียหาย ให้เหมาะสม ทั้งนี้ เพื่อประโยชน์สูงสุดของผู้เสียหาย

ซึ่งชัดเจนว่า “พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ.2551” ประกาศใช้ก่อนที่ “คสช.” จะทำการรัฐประหาร และก่อนที่จะก่อกำเนิดรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา

ขณะเดียวกัน กรณีนานาชาติ ขึ้นบัญชีดำ และจัดอันดับการค้ามนุษย์ของไทยอยู่ที่โหล่ เพิ่งเกิดขึ้นในช่วง “รัฐบาลเผด็จการรัฐประหาร” ชุดนี้!!

Permanent link to this article: http://npcusa.info/2015/04/01/%e0%b8%95%e0%b8%b9%e0%b9%88-%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b9%80%e0%b8%99%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%99-%e0%b8%ad%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%87-%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%9a-%e0%b8%9b%e0%b8%a3/

“ชาญชัย”ลงนามคำสั่งพักงาน”หัสวุฒิ”ทางการ-ก.ศป.ค้านชื่อ “ธีรยุทธ์” กก.สอบ

สำนักงานศาลปกครอง ออกเอกสารข่าว “ชาญชัย” ลงนามคำสั่งพักงาน “หัสวุฒิ” เป็นทางการ เผยมติเสียงข้างมาก ระบุชัดหากปล่อยให้ปฏิบัติหน้าที่ต่อไป เป็นการเสียหายแก่ราชการ ประชาชนเสื่อมความเชื่อถือศรัทธา ภาพลักษณ์ศาลปกครอง ใช้สิทธิ์โต้แย้งได้ภายใน 90 วัน ด้าน ก.ศป.ทำหนังสือแจ้ง ก.พ.ขอเปลี่ยนตัวกก.สอบสวนใหม่ หลังปรากฎชื่อ “ธีรยุทธ์ หล่อเลิศ” ที่ปรึกษาสำนักงานศาลฯ โผล่แจม

oowddddd

แหล่งข่าวจากสำนักงานศาลปกครอง เปิดเผยสำนักข่าวอิศรา www.isranews.org ว่า ภายหลังจากที่ประชุมคณะกรรมการตุลาการศาลปกครอง (ก.ศป.) เมื่อวันที่ 30 มี.ค.58 ที่ผ่านมา ได้มีมติ 8 ต่อ 3 เสียง ให้สั่งพักราชการ นายหัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล ประธานศาลปกครองสูงสุด จากกรณีนายดิเรกฤทธิ์ เจนครองธรรม เลขาธิการ สำนักงานศาลปกครอง ได้ทำบันทึกส่วนตัวหรือ “จดหมายน้อย” ถึงผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) และรอง ผบ.ตร. ขอให้สนับสนุนนายตำรวจยศ พ.ต.ท. รายหนึ่ง ให้เลื่อนเป็นยศ พ.ต.อ. โดยอ้างว่าเป็นความต้องการของประธานศาลปกครองสูงสุด

เบื้องต้น ก.ศป.ได้มีมติแต่งตั้งบุคคลที่จะเข้ามาทำหน้าที่เป็นกรรมการสอบสวนนายหัสวุฒิแล้ว ตามระเบียบ ก.ศป.ว่าด้วยวิธีการสอบสวนและสิทธิของตุลาการศาลปกครองซึ่งถูกกล่าวหาว่ามีเหตุให้ต้องพ้นจากตำแหน่ง พ.ศ.2544 ข้อ 6 ( 4) จำนวน 5 คน ประกอบไปด้วย ตุลาการศาลปกครองสูงสุดซึ่งมีตำแหน่งไม่ต่ำกว่ากว่าหัวหน้าคณะ เป็นประธานกรรมการ ตุลาการหัวหน้าคณะศาลปกครองสูงสุดที่ จำนวน 3 คน และกรรมการข้าราชการพลเรือนตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการพลเรือนซึ่งได้รับแต่งตั้งจาก คณะกรรมการพลเรือน 1 คน เป็นกรรมการ

สำหรับผู้ที่จะทำหน้าที่กรรมการสอบสวนในส่วนของศาลปกครอง 4 คน ได้แก่ นายชาญชัย แสวงศักดิ์ นายวรพจน์ วิศรุตพิชญ์ นายไพบูลย์ เสียงก้อง นายวิษณุ วรัญญู

โดยนายชาญชัญทำหน้าที่เป็นประธานกรรมการสอบสวน

อย่างไรก็ตาม ในส่วนของคณะกรรมการพลเรือน ได้ส่งชื่อนายธีรยุทธ์ หล่อเลิศรัตน์ มาเป็นตัวแทน แต่ทาง ก.ศป.ได้มีการตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับการแต่งตั้งนายธีรยุทธ์ ในการเข้ามาทำหน้าที่เป็นกรรมการสอบสวนครั้งนี้ เนื่องจากมีข้อเท็จจริงปรากฎว่า แม้นายธีรยุทธ์ จะมีตำแหน่งเป็นคณะกรรมการพลเรือน แต่เคยดำรงตำแหน่งรองประธานศาลปกครอง และเมื่อเกษียณอายุจากตำแหน่งรองประธานศาลปกครอง ก็ได้รับการแต่งตั้งโดยนายดิเรกฤทธิ์ เจนครองธรรม เลขาธิการสำนักงานศาลปกครอง โดยความเห็นชอบของประธานศาลปกครองสูงสุด ให้เข้ามาทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาสำนักงานศาลปกครอง ได้รับเงินเดือน 6 หมื่นบาท มีกำหนดระยะการทำงานแบบปีต่อปี จึงอาจจะไม่เหมาะสม เพราะถือว่ามีส่วนได้เสีย

ขณะที่เจตนารมย์ของกฎหมายในการแต่งตั้งกรรมการในส่วนคณะกรรมการพลเรือน ก็เพื่อต้องการหากรรมการคนนอกเข้ามาถ่วงดุลการทำงาน ทาง ก.ศป.จึงได้ทำหนังสือแจ้งไปยังก.พ.เพื่อขอเปลี่ยนตัวกรรมการจากนายธีรยุทธ์ เป็นบุคคลอื่น

ล่าสุดในช่วงบ่ายวันที่ 31 มี.ค. 58 สำนักงานศาลปกครอง ได้เผยแพร่เอกสารข่าว กรณีคณะกรรมการตุลาการศาลปกครอง (ก.ศป.) มีคำสั่งที่ 8/2558 ลงวันที่ 30 มีนาคม 2558 เรื่อง ให้พักราชการนายหัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล ประธานศาลปกครองสูงสุด อย่างเป็นทางการ

โดยระบุเนื้อหาว่า

นายชาญชัย แสวงศักดิ์ รองประธานศาลปกครองสูงสุดคนที่สอง ปฏิบัติหน้าที่ประธานกรรมการตุลาการศาลปกครอง ได้ลงนามในคำสั่ง ก.ศป. ที่ ๘/๒๕๕๘ ลงวันที่ ๓๐ มีนาคม ๒๕๕๘ ซึ่งมีเนื้อความดังนี้

ตามที่ ก.ศป. ในการประชุมครั้งที่ ๑๗๐-๕/๒๕๕๗ เมื่อวันที่ ๑๔ พฤษภาคม ๒๕๕๗ ได้พิจารณากรณีที่ตุลาการศาลปกครองได้เข้าชื่อกันเพื่อให้ ก.ศป.ดำเนินการสอบข้อเท็จจริงกรณีที่ปรากฏข่าวทางสื่อมวลชนว่า นายดิเรกฤทธิ์ เจนครองธรรม เลขาธิการสำนักงานศาลปกครอง ได้จัดทำหนังสือจำนวน ๒ ฉบับ ถึงรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติและผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ตามลำดับ โดยอ้างว่า นายหัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล ประธานศาลปกครองสูงสุด มีความประสงค์ที่จะสนับสนุน พ.ต.ท.ชูธเรศ ยิ่งยงดำรงกุล รอง ผกก.ป.สน.หัวหมาก ซึ่งเป็นเพื่อนกับหลานชายให้ได้รับแต่งตั้งเป็นผู้กำกับการแล้ว เห็นว่า หากเป็นความจริงดังที่นายดิเรกฤทธิ์ เจนครองธรรม เลขาธิการสำนักงานศาลปกครอง ได้กล่าวอ้างไว้ในหนังสือทั้งสองฉบับดังกล่าว

กรณีอาจเข้าข่ายตามที่กำหนดในข้อ ๓(๑) แห่งระเบียบ ก.ศป.ว่าด้วยวิธีการสอบสวนและสิทธิของตุลาการศาลปกครองซึ่งถูกกล่าวหาว่ามีเหตุให้ต้องพ้นจากตำแหน่ง พ.ศ. ๒๕๔๔ สมควรสอบข้อเท็จจริงในเบื้องต้นว่า มีมูลความจริงดังที่นายดิเรกฤทธิ์ เจนครองธรรม เลขาธิการสำนักงานศาลปกครอง ได้กล่าวอ้างไว้ในหนังสือทั้งสองฉบับดังกล่าวหรือไม่

จึงมีมติให้แต่งตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงในกรณีดังกล่าว ประกอบด้วย นายนพดล เฮงเจริญ ตุลาการศาลปกครองสูงสุด เป็นประธานกรรมการ นายวรวิทย์ กังศศิเทียม ตุลาการศาลปกครองสูงสุด และนายวราวุธ ศิริยุทธ์วัฒนา ตุลาการศาลปกครองสูงสุด เป็นกรรมการ

ซึ่งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงดังกล่าว ได้รายงานผลการสอบข้อเท็จจริงกรณีดังกล่าวต่อ ก.ศป. ในการประชุมครั้งที่ ๑๘๑-๒/๒๕๕๘ เมื่อวันที่ ๒๑ มกราคม ๒๕๕๘ ซึ่ง ก.ศป. ได้มีมติรับทราบ และมอบหมายให้สำนักงานศาลปกครอง ในฐานะฝ่ายเลขานุการ ก.ศป. ขอข้อมูลเพิ่มเติม หลังจากนั้น ก.ศป. ในการประชุมครั้งที่ ๑๘๒-๓/๒๕๕๘ เมื่อวันที่ ๑๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๘ ได้พิจารณารายงานผลการสอบข้อเท็จจริงของคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริง และข้อมูลเพิ่มเติมที่สำนักงานศาลปกครองได้นำเสนอต่อ ก.ศป.แล้ว ก.ศป.เสียงข้างมากเห็นพ้องด้วยกับความเห็นของคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงฝ่ายข้างมาก

โดยเห็นว่าเป็นกรณีมีมูลที่อาจเข้าข่ายตามที่กำหนดไว้ในข้อ ๓(๑) แห่งระเบียบ ก.ศป.ว่าด้วยวิธีการสอบสวนและสิทธิของตุลาการศาลปกครองซึ่งถูกกล่าวหาว่ามีเหตุให้ต้องพ้นจากตำแหน่ง พ.ศ. ๒๕๔๔ และถึงขั้นที่จะให้ตุลาการศาลปกครองผู้นั้นพ้นจากตำแหน่ง จึงมีมติให้ดำเนินการตามมาตรา ๒๔ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ข้อ ๕ วรรคสอง และข้อ ๖ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งระเบียบ ก.ศป.ว่าด้วยวิธีการสอบสวนและสิทธิของตุลาการศาลปกครองซึ่งถูกกล่าวหาว่ามีเหตุให้ต้องพ้นจากตำแหน่ง พ.ศ. ๒๕๔๔ และได้มีคำสั่ง ก.ศป. ลับ ที่ ๙/๒๕๕๘ ลงวันที่ ๑๗ มีนาคม ๒๕๕๘ แต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนแล้ว

ต่อมา ก.ศป. ในการประชุมครั้งที่ ๑๘๔-๕/๒๕๕๘ เมื่อวันที่ ๓๐ มีนาคม ๒๕๕๘ เสียงข้างมากเห็นว่า ปรากฏพยานหลักฐานเป็นที่ชัดแจ้งว่า ผู้ถูกกล่าวหาดำรงตำแหน่งประธานศาลปกครองสูงสุด ซึ่งมีอำนาจหน้าที่บริหารงานของศาลปกครองและพิจารณาพิพากษาอรรถคดี การให้ปฏิบัติหน้าที่ต่อไป ย่อมเป็นการไม่เหมาะสม ทำให้ประชาชนเสื่อมความเชื่อถือและศรัทธา รวมทั้งเกิดความเสียหายต่อภาพลักษณ์ของศาลปกครองซึ่งเป็นองค์กรตุลาการ การให้นายหัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล ประธานศาลปกครองสูงสุด ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจึงเป็นการเสียหายแก่ราชการ

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๒๔ วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ก.ศป. จึงมีมติให้พักราชการนายหัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล ประธานศาลปกครองสูงสุด ตุลาการศาลปกครองผู้ถูกกล่าวหา ทั้งนี้ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป จนกว่า ก.ศป.
จะพิจารณากรณีที่นายหัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล ถูกกล่าวหาแล้วเสร็จ

หากนายหัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล ประสงค์จะฟ้องโต้แย้งคำสั่งนี้ ให้ทำคำฟ้องเป็นหนังสือยื่นต่อศาลปกครองกลาง หรือส่งทางไปรษณีย์ลงทะเบียนไปยังศาลปกครองกลาง ภายใน ๙๐ วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำสั่งนี้

อนึ่ง ก.ศป. มีมติให้ นายปิยะ ปะตังทา รองประธานศาลปกครองสูงสุดคนที่หนึ่ง ปฏิบัติหน้าที่แทนประธานศาลปกครองสูงสุด ในระหว่างที่นายหัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล ประธานศาลปกครองสูงสุด ถูกสั่งพักราชการ

จึงเรียนสื่อมวลชนเพื่อโปรดทราบ

สำนักงานศาลปกครอง

วันที่ ๓๑ มีนาคม ๒๕๕๘

อ่านประกอบ :

ก.ศป.มีมติ 8:3 สั่งพักราชการ “ปธ.ศาลปกครองสูงสุด”คดีจม.น้อยฝาก ตร.

ไม่มีหลักฐานมัดสั่งเขียนจม.น้อย! “วรพจน์” แจงเหตุเสียงข้างน้อยสั่งพักงาน “หัสวุฒิ”

Permanent link to this article: http://npcusa.info/2015/03/31/%e0%b8%8a%e0%b8%b2%e0%b8%8d%e0%b8%8a%e0%b8%b1%e0%b8%a2%e0%b8%a5%e0%b8%87%e0%b8%99%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%84%e0%b8%b3%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b8%9e%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%87/

Older posts «

Fetch more items